สรุปภาวะตลาด
สรุปภาวะตลาดรายวัน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด
ปัจจัยสำคัญ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกลบสลับกันไป โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันอย่างเหนือความคาดหมาย ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้
- ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ ท่ามกลางความกังวลที่ว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 61.2% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมวันที่ 2-3 พ.ค. และให้น้ำหนักเพียง 38.8% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75-5.00%
- สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 46.3 ในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 47.5 จากระดับ 47.7 ในเดือน ก.พ. ทั้งนี้ ดัชนียังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ และเป็นการหดตัวติดต่อกันเดือนที่ 5
- เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.2 ในเดือน มี.ค. จากระดับ 47.3 ในเดือน ก.พ. แต่ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 49.3
- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 0.1% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากดีดตัว 0.4% ในเดือน ม.ค. และเมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างพุ่งขึ้น 5.2% ในเดือน ก.พ.
- ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ ท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา ขณะที่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นหลังโอเปกพลัสประกาศที่จะปรับลดการผลิตน้ำมันลงอีก โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่า 5% หลังโอเปกพลัสประกาศปรับลดการผลิตน้ำมันลงอีก 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของยูโรโซนลดลงสู่ 47.3 ในเดือน มี.ค. จาก 48.58 ในเดือน ก.พ. ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมการผลิตในยูโรโซนยังคงหดตัวลงต่อในเดือน มี.ค. โดยดัชนี PMI ที่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตหดตัวลง
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสู่ 49.2 ในเดือน มี.ค. จาก 47.7 ในเดือน ก.พ.
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดบวกในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มเทคโนโลยี โดยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่าราคาบ้านใหม่ในเมืองต่าง ๆ ของจีนพุ่งขึ้นแข็งแกร่งในเดือน มี.ค. โดยได้แรงหนุนจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ในเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลาง ด้านหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการประกาศปรับลดการผลิตน้ำมันลงอีก 1.16 ล้านบาร์เรล/วัน
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนที่จัดทำโดยไฉซินลดลงสู่ 50.0 ในเดือน มี.ค. จาก 51.6 ในเดือน ก.พ.
- ตลาดหุ้นไทยวานนี้ แกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยซื้อขายในแดนลบเกือบตลอดทั้งวัน นำโดยการร่วงลงของหุ้น DELTA (-15.06%) หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุให้ DELTA เข้าเกณฑ์ต้องใช้บัญชีเงินสดในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Cash Balance) ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และหุ้นกลุ่มธนาคารฟื้นตัว โดย SET Index ปิดปรับตัวลดลง สวนทางกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่ต่างปิดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าเฟดใกล้จะยุติการขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ หลังดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด
- กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจรายไตรมาสที่จัดทำโดยศูนย์ญี่ปุ่นเพื่อการวิจัยเศรษฐกิจ หรือ JCER และสำนักข่าวนิกเกอิ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยและมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวและการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ของจีน
มุมมองการลงทุนจาก บลจ.กรุงศรี
ตลาดเริ่มกลับมาจับตาประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดมากขึ้น หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตรประกาศปรับลดการผลิตน้ำมัน เพื่อหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นหรือชะลอตัวลงได้ยากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน
สรุปภาพรวมตลาด
- ต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 33,601.15 จุด พุ่งขึ้น 327.00 จุด หรือ +0.98%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,124.51 จุด เพิ่มขึ้น 15.20 จุด หรือ +0.37% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,189.45 จุด ลดลง 32.45 จุด หรือ -0.27%
- ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 457.72 จุด ลดลง 0.12 จุดหรือ -0.03%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,296.40 จุด เพิ่มขึ้น 23.54 จุด หรือ +0.72%
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 4.75 ดอลลาร์ หรือ 6.3% ปิดที่ 80.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
- สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน มิ.ย. พุ่งขึ้น 14.20 ดอลลาร์ หรือ 0.71% ปิดที่ 2,000.40 ดอลลาร์/ออนซ์
- ในประเทศ
- SET ปิดที่ 1,600.37 ลบ 8.80 จุด (-0.55%) Trading Volume: 46,785.79 ล้านบาท – มูลค่าการซื้อขายน้อย โดยตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายมากที่สุดในหุ้นกลุ่มพลังงาน (+1.52%) ตามด้วยกลุ่มธนาคาร (+0.97%) กลุ่มพาณิชย์ (-0.07%) และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (-13.48%) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,317.41 ล้านบาท
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปิดปรับเพิ่มขึ้น 1-5 bps แบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้
- อายุ 1-5 ปี ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1-3 bps
- อายุ >5-10 ปี ปิดปรับเพิ่มขึ้น 3-5 bps
- อายุ >10 ปีขึ้นไป ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1-5 bps
- IRS SWAP ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1-2 bps
- นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 3,727.26 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6,033.01 ล้านบาท
ที่มา : Bloomberg, Econaday, KSS, Ryt9
กองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน
กองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน
- หุ้นคุณภาพสูงทั่วโลก คลิก: KFGBRAND-A | KFGBRAND-D | KFGBRANSSF | KFGBRANRMF
- หุ้นไทย คลิก: KFDYNAMIC | KFDNM-D | KFDNMRMF | KFENS50-A | KFENS50SSF | KFS100-A | KFS100SFF | KFS100RMF
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สำหรับกองทุน SSF/RMF/LTF/Thai ESG ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน|สำหรับกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของประเทศที่กองทุนไปลงทุนได้ | เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า