เร็วไปไหมถ้าจะซื้อกองทุน RMF?



ใครมั่นใจว่ามีเงินพอใช้หลังเกษียณแล้ว...ยกมือขึ้น!

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวเราก็ได้รู้จักกองทุน LTF จากบทความก่อนหน้ากันแล้ว บทความนี้เราจะชวนคุณมาวางแผนชีวิตหลังเกษียณต่อ บางคนอาจจะรู้สึกว่าการเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่จำเป็นต้องรีบคิดก็ได้ แต่ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณต้องการมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างสุขสบาย มีความมั่นคงและไร้ความกังวลตอนบั้นปลายชีวิต การลงทุนในกองทุน RMF ถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างมาก 

ดังนั้น บทความนี้เราจะเจาะลึกเกี่ยวกับกองทุน RMF และทำไมคุณจึงควรลงทุนใน RMF ตั้งแต่ตอนนี้ 

RMF คืออะไร?

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมให้มีการออมเงินในระยะยาวเพื่อใช้จ่ายเมื่อเกษียณ นโยบายการลงทุนมีหลากหลาย คือสามารถลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ไม่ใช่แค่หุ้นอย่างเดียว เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตลาดเงิน ตราสารหนี้เอกชน หุ้น หุ้นต่างประเทศ ทองคำ เป็นต้น มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับต่ำ-กลาง-สูง อีกเงื่อนไขที่สำคัญคือ จะต้องลงทุนใน RMF มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีและอายุครบ 55 ปี จึงจะขายคืนกองทุนออกมาได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขของการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการออมเงินให้เห็นผล สิ่งที่สำคัญคือ “ความต่อเนื่อง” ดังนั้นไม่แปลกที่ RMF จะกำหนดให้ต้องลงทุนทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน) ยกเว้นปีใดที่ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องลงทุน (ซึ่งการนับระยะเวลาลงทุน 5 ปีจะนับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น) เพื่อให้เราได้สะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องไป

4 เหตุผลที่คุณควรลงทุนใน RMF

1. ตอบโจทย์การวางแผนเกษียณ

เหตุผลสำคัญที่คุณควรลงทุนใน RMF คือ “การวางแผนเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ” เพราะเมื่อคุณเกษียณรายได้จากการลงแรงทำงานอาจจะหายไป ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล ในทางกลับกันคุณยังมีรายจ่ายต่างๆ อยู่ และอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลจากโรคต่างๆ  ที่มักจะเจอในกลุ่มคนวัยเกษียณ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ หรือค่าใช้จ่ายในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ
อย่าลืมว่าเรามีรายจ่ายตลอดชีวิต รู้อย่างนี้แล้วเราควรวางแผนการเงินตั้งแต่ตอนนี้ คุณอยากจะเงินใช้หลังเกษียณเดือนละกี่บาท? เตรียมเงินเพื่อดูแลสุขภาพไว้เท่าไร? ต้องมีเงินเก็บสำหรับด้านอื่นๆ ในชีวิตเท่าไร? เป็นต้น

 


2. เลือกลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ยืดหยุ่น สับเปลี่ยนกองทุนได้

RMF มีหลายประเภท หลายระดับความเสี่ยงให้เลือก ถ้าเราเหลือเวลาลงทุนอีก 2-3 ปีก่อนจะเกษียณ ไม่อยากขาดทุนเงินต้นก็เลือก RMF ที่เสี่ยงต่ำ ลงทุนตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลได้ แต่ถ้าเราเริ่มลงทุน RMFเร็ว ตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ มีเวลาลงทุนนานกว่าจะเกษียณ เราสามารถเลือก RMF ที่มีความเสี่ยงสูง อย่าง กองทุนที่ลงทุนในหุ้น หรือหุ้นต่างประเทศได้ เพราะแม้หุ้นจะมีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ยังถือว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก 

นอกจากนี้ เนื่องจาก RMF เป็นการลงทุนระยะยาว เมื่อลงทุนไปแล้ว สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์การลงทุนอาจผันผวน เปลี่ยนแปลง  ทำให้เราอยากปรับเปลี่ยนการลงทุน ข้อดีของ RMF คือเราสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาดได้ เช่น ถ้าเรามองว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง ก็สามารถสับเปลี่ยนเงินลงทุนจาก RMF ที่ลงทุนในหุ้น มาลงทุนใน RMF ตราสารหนี้ได้ หรือหากเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว เราก็เปลี่ยนกลับมาลงทุนใน RMF หุ้นได้อีก การที่กองทุน RMF สามารถลงทุนสลับสับเปลี่ยนไปมาได้จึงช่วยให้เราปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจได้ดี นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อีกด้วย

3. ช่วยเพิ่มพูนผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้นได้

หลายๆ คนอาจจะมองว่าการที่เงื่อนไขของ RMF กำหนดให้เราลงทุนทุกปี ไม่มีการจ่ายเงินปันผลและขายคืนได้ต่อเมื่ออายุ 55 ปี ซึ่งดูจะยาวนานเป็นจุดที่ทำให้ลังเลที่จะลงทุน แต่มาดูข้อดีของมันกันบ้าง รู้หรือไม่ว่ายิ่งคุณลงทุนเป็นระยะยาวนานเท่าไหร่ เงินต้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผลตอบแทนก็จะสะสมทบไปเหมือน “ดอกเบี้ยทบต้น” ที่จะยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นตัวช่วยให้เราไม่สามารถเอาเงินต้นและผลกำไรต่างๆ ไปใช้ได้ก่อน เงินจะสะสมไว้รอเราเกษียณ ถึงตอนนั้นเราก็อุ่นใจว่ามีเงินใช้แน่ๆ 
ผลตอบแทนจะเพิ่มพูนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเงินต้นที่เราลงทุนไป ผลตอบแทนที่ได้รับ และระยะเวลาที่เราจะลงทุนสะสม ดังนั้นแม้เราจะลงทุนปีละไม่มาก แต่ถ้าเราเริ่มลงทุนเร็ว มีเวลาลงทุนได้นาน แล้วเลือก RMF ที่เสี่ยงสูงหน่อย เพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงๆ ถึงวันเกษียณก็น่าจะสบายใจหายห่วงได้ว่ามีเงินให้ใช้แน่ๆ
 

4. ยิ่งซื้อมาก ยิ่งประหยัดภาษีมาก

นอกจาก RMF จะสนับสนุนการออมเงิน ผู้ลงทุนยังได้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีหากทำตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนจะต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในปีภาษี หรือ 5,000 บาท (นับจำนวนที่ต่ำกว่าเป็นเกณฑ์) และสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้นั้น และเมื่อรวมกับเงินที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี่ยงชีพ หรือ กบข. และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ผลประโยชน์ทางภาษีอีกข้อที่ผู้ลงทุนจะได้คือ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gian) ที่เป็นไปตามเงื่อนไขจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนจะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีด้วย เราจึงไม่ควรลงทุนใน RMF เกินสิทธิลดภาษี

การที่คุณซื้อกองทุน RMF เร็วมีข้อดีที่คุณสามารถประหยัดภาษีได้ต่อเนื่อง เมื่อลงทุนต่อเนื่องไปทุกปี และยิ่งรายได้คุณมากขึ้น (ตามตำแหน่งและอายุงานของคุณ) อัตราภาษีขั้นสูงสุดก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่ง RMF จะช่วยให้เราประหยัดภาษีได้มากขึ้นด้วย 

สรุป

การลงทุนใน RMF เป็นวิธีหนึ่งที่จะสนับสนุนให้เราสามารถลงทุนระยะยาวและออมเงินได้พร้อมกัน รวมถึงลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจกับเงื่อนไขของกองทุนให้ดี เพราะการลงทุนใน RMF นั้นไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้จนกว่าเราจะอายุ 55 ปี หมายความว่าเราจะต้องมีวินัยและสามารถจัดการการเงินให้มีสภาพคล่องได้ แต่ก็มีข้อดีที่นโยบายการลงทุนมีความยืดหยุ่น จึงสามารถสับเปลี่ยนกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ กันได้ตามสถานการณ์
 
ไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไร ถ้าคุณต้องการมีความมั่งคั่งและมั่นคงในระยะยาวไปจนถึงบั้นปลายชีวิต RMF เป็นกองทุนที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง 

หากกองทุน RMF ตอบโจทย์การลงทุนและเป้าหมายชีวิตของคุณ บลจ.กรุงศรี มีกองทุน RMF มาแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจลงทุน 
 

RMF แนะนำ

KFAFIXRMF เน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน เงินฝาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตราสารหนี้เอกชนจะเป็นตราสารคุณภาพสูง โดยกว่า 90% มีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารที่ระดับ A- ขึ้นไป 
 
จุดเด่นของกองทุนนี้คือ สามารถลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศได้สูงถึง 79% ของ NAV เท่ากับมีโอกาสมากขึ้นในการมองหาตราสารหนี้คุณภาพดีและผลตอบแทนดีจากประเทศต่างๆ ไม่จำกัดแค่ในเมืองไทย สำหรับใครที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือใกล้เกษียณมีระยะเวลาลงทุนอีก 1-2 ปี จะเหมาะสมกับกองทุนนี้ เพราะเน้นความมั่นคงของเงินต้นมากกว่ามุ่งหวังผลตอบแทนสูง 
 
ความเสี่ยงระดับ 4 –ปานกลางค่อนข้างต่ำ
ดูข้อมูลกองทุน KFAFIXRMF

KFHAPPYRMF และ KFGOODRMF 
ทั้ง 2 กองทุนนี้มีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนทั้งใน ตราสารหนี้ และตราสารทุน ที่เป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และ หุ้นที่อยู่ระหว่าง IPO รวมถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ REITs และ Infrastructure fund เรียกได้ว่าลงทุนได้ครบจบในกองทุนเดียว ทั้งสินทรัพย์เน้นมั่นคงเสี่ยงน้อยอย่างตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นและมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงอย่างหุ้น REITs และ Infras

KFHAPPYRMF และ KFGOODRMF มีความแตกต่างกันตรงสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ โดย KFHAPPYRMF มีการลงทุนในตราสารหนี้ไม่น้อยกว่า 75% ซึ่งมากกว่า KFGOODRMF ที่สัดส่วนตราสารหนี้ต้องไม่น้อยกว่า 50% หมายความว่าหากผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้น จะสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของ KFGOODRMF ได้สูงสุดถึง 50% เลย ในขณะที่ KFHAPPY จะมีสัดส่วนลงทุนในหุ้นได้สูงสุด 25% เท่านั้น 
 
ยามตลาดหุ้นผันผวนหนัก ผู้จัดการกองทุนสามารถลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เหลือ 0 ได้ทั้งสองกองทุน เป็นการบริหารอย่างยืดหยุ่นเพื่อปรับลดความเสี่ยง และไม่พลาดโอกาสหาผลตอบแทนดีๆ ให้เหมาะกันสถานการณ์ด้วย  เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนดีๆ จากหุ้น แต่ไม่ต้องการเสี่ยงสูงในหุ้นเต็มร้อย มีเวลาลงทุนก่อนเกษียณสัก 5 ปีขึ้นไป
 
กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 5 เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง
ดูข้อมูลกองทุน KFGOODRMF
 
KFDNMRMF เป็นการนำโมเดลกลยุทธ์การลงทุนกองทุนเปิด “KFDYNAMIC” ที่จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2003 และมีผลงานที่ดีจนได้รับรางวัล Morningstar Thailand Fund Awards 2018 กลุ่มกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก มาเปิดเป็น LTF RMF ในปีนี้ โดยแนวทางการลงทุนคือจะลงทุนในหุ้นไทยที่ผ่านการคัดสรรเข้มข้นมาประมาณแค่ 20 ตัวเท่านั้น ไม่จำกัดว่าจะเป็นหุ้นเติบโตสูง หุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก หรือหุ้นปันผลสูง เรียกว่าลงทุนเน้นๆ ในหุ้นบริษัทที่มีศักยภาพดีจำนวนไม่มาก เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมีระยะเวลาลงทุนนานหน่อย แต่ถ้าอยู่ในวัยใกล้เกษียณอาจจะไม่เหมาะนัก
 
กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6
ดูข้อมูลกองทุน KFDNMRMF
 
KFSTARRMF เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย มีจุดเด่นตรงกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นมาก สามารถลงทุนในหุ้นเด่นได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นกลาง-เล็ก หุ้นปันผลดี หุ้นเติบโตสูง โดยผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่คัดหุ้นและจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับแต่ละภาวะตลาด นับเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวแบบ RMF มาก
กองทุนจะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET และ/หรือ MAI สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ/หรือหุ้น IPO เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
 
กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6
KFGBRANRMF เหมาะกับผู้ที่สนใจกระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างประเทศ กองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำ เจ้าของแบรนด์สินค้าขายดีทั่วโลก ผ่านกองทุนหลัก(Master Fund) ที่มีชื่อว่า Morgan Stanley Investment Fund - Global Brands Fund (Class Z)
หุ้นที่ลงทุนล้วนเป็นบริษัทใหญ่ผู้ผลิตแบรนด์สินค้าหรือบริการที่เรารู้จักกันดี และใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น Unilever หรือ Reckitt Benckiser (เจ้าของ Dettol Durex Strepsils) ไปจนถึงบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง  Microsoft และ บริการบัตรเครดิต Visa
กองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6
ดูข้อมูลกองทุน KFGBRANRMF
 
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน |  RMF  เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการลงทุนเพื่อเกษียณอายุ
 
สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไข RMF
  • ลงทุนไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญแล้วไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
  • ลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ห้ามหยุดลงทุนติดต่อกันเกิน 1ปี โดยต้องถือหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • กรณีผิดเงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF ผู้ลงทุนต้องชำระคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับมาในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีปฎิทิน (นับย้อนหลังตั้งแต่ปีก่อนปีที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข) และต้องนำเงินผลประโยชน์ (Capital Gain) ที่ได้จากการขายคืนไปรวมกับเงินได้ เพื่อชำระภาษีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร

พบทุกคำตอบเรื่องเงินที่ Krungsri The Coach คลิกที่นี่ 








สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี  โทร. 02-657-5757
หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ย้อนกลับ