สรุปภาวะตลาด
สรุปภาวะตลาดรายวัน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด
ปัจจัยสำคัญ
- ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานเพิ่มขึ้นสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ขณะที่ตลาดจับตาผลการลงมติร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ของสภาคองเกรส
- สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 358,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 10.1 ล้านตำแหน่งในเดือน เม.ย. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 9.375 ล้านตำแหน่ง หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 3 เดือน
- นักวิเคราะห์ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตัวเลขการเปิดรับสมัครงานท่ามกลางภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานนั้น เป็นปัจจัยหนุนการดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อ เนื่องจากพนักงานจะมีอำนาจต่อรองในการขอขึ้นค่าแรงต่อนายจ้าง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.
- FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมวันที่ 13-14 มิ.ย. และให้น้ำหนักเพียง 33.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.00-5.25%
- สภาคองเกรสสหรัฐจะทำการลงมติร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ซึ่งมีชื่อว่า "พ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางการคลัง" (Fiscal Responsibility Act) ในวันนี้ (1 มิ.ย.) เวลา 07.30 น.ตามเวลาไทย โดยหากสภาผู้แทนราษฎรให้การรับรองร่างกฎหมายดังกล่าว ก็จะส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐ และหากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก็จะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามเป็นกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
- ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน โดยถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเพดานหนี้ของสหรัฐ
- อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในเบื้องต้นลดลงสู่ 6.1% ในเดือน พ.ค. จาก 7.2% ในเดือน เม.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าอาจอยู่ที่ 6.5% ส่วนอัตราการว่างงานของเยอรมนีทรงตัวที่ 5.6% ในเดือน พ.ค.
- ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 5.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อนในเดือน เม.ย. นับเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน แต่ชะลอลงจากเพิ่มขึ้น 6.9% ในเดือน มี.ค. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าอาจเพิ่มขึ้น 7.0% เนื่องจากยอดขายเครื่องจักรและอุปกรณ์ และเชื้อเพลิงลดลง ทางด้านผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ในเบื้องต้นลดลง 0.4% จากเดือนก่อนหน้าในเดือน เม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือน มี.ค. โดยเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ตามการลดลงของผลผลิตเครื่องจักร เหล็ก เหล็กกล้า และโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดลบในวันนี้ หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซาของจีน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนที่จัดทำโดยทางการลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 48.8 ในเดือน พ.ค. จาก 49.2 ในเดือน เม.ย. และ PMI นอกภาคการผลิตที่จัดทำโดยทางการลดลงสู่ 54.5 จาก 56.4
- ตลาดหุ้นไทยวานนี้แกว่งตัวในกรอบแคบๆ แดนลบตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ดี ดัชนีปิดลบเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายหนาแน่นจากการที่ MSCI เพิ่มหุ้น MAKRO (+0.62%) เข้าคำนวณในดัชนี และ กนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารปิดลบน้อยลง ในขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ภูมิภาคปิดปรับตัวลดลงเช่นกัน จากความกังวลว่าข้อตกลงขยายเพดานหนี้ของสหรัฐอาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.00% ตามคาด โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายนฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน ในขณะที่การส่งออกหดตัว สอดคล้องกับการหดตัวของภาคการผลิตและการลงทุนภาคเอกชน
มุมมองการลงทุนจาก บลจ.กรุงศรี
จากการที่ กนง. มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและคงคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 3.6% และ 3.8% ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ พร้อมทั้งยังชี้ว่าการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น ด้านการบริโภคอยู่ในเกณฑ์ดี บ่งชี้ว่าโดยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงมีความน่าสนใจ แนะนำทยอยสะสมหุ้นไทยตามตลาดย่อตัว
สรุปภาพรวมตลาด
- ต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 32,908.27 จุด ลดลง 134.51 จุด หรือ -0.41%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,179.83 จุด ลดลง 25.69 จุด หรือ -0.61% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,935.28 จุด ลดลง 82.14 จุด หรือ -0.63%
- ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับ 451.76 จุด ลดลง 4.87 จุด หรือ -1.07% หลังแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. และร่วงลงรายเดือน 3.2%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,204.56 จุด ลดลง 19.65 จุด หรือ -0.61%
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค. ลดลง 1.37 ดอลลาร์ หรือ 1.97% ปิดที่ 68.09 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.
- สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 5 ดอลลาร์ หรือ 0.25% ปิดที่ 1,982.10 ดอลลาร์/ออนซ์
- ในประเทศ
- SET ปิดที่ 1,533.54 ลบ 1.27 จุด (-0.08%) Trading Volume: 90,645.60 ล้านบาท – มูลค่าการซื้อขายมาก โดยตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายมากที่สุดในหุ้นกลุ่มพาณิชย์ (+0.48%) ตามด้วยกลุ่มพลังงาน (-1.05%) กลุ่มธนาคาร (-0.09%) และกลุ่มอาหาร (+0.62%) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,988.20 ล้านบาท
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปิดแกว่งตัว 1-5 bps แบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้
- อายุ 1-5 ปี ปิดแกว่งตัว 1 bp
- อายุ >5-10 ปี ปิดปรับลดลง 1-4 bps
- อายุ >10 ปีขึ้นไป ปิดปรับลดลง 1-4 bps
- IRS SWAP ปิดแกว่งตัว 1-6 bps
ที่มา: Bloomberg, Econaday, KSS, Ryt9
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สำหรับกองทุน SSF/RMF/LTF/Thai ESG ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน|สำหรับกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของประเทศที่กองทุนไปลงทุนได้ | เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า