สรุปภาวะตลาด
สรุปภาวะตลาดรายวัน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด
ปัจจัยสำคัญ
- ตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 3 ดัชนีหลักปิดบวกในวันศุกร์ (17 พ.ย.) ได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือซอฟต์แลนดิ้ง (soft landing) และมีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า
- ตลาดได้แรงหนุนจากการที่นายไมเคิล บาร์ รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของเฟดกล่าวว่า เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดหรือใกล้ระดับสูงสุดแล้ว ขณะที่นางแมรี ดาลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกและนางซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟดสาขาบอสตัน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานบ่งชี้เกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง
- FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือน ธ.ค. 2566, ม.ค. 2567 และ มี.ค. 2567 ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมเดือน พ.ค. 2567
- นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐหรือชัตดาวน์ หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว ส่งผลให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาล
- การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบราว 2 เดือน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาด
- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.0% ในไตรมาส 4/2566 หลังจากมีการขยายตัว 2.2%, 2.1% และ 4.9% ในไตรมาส 1, 2 และ 3 ตามลำดับ โดยจะรายงานตัวเลขคาดการณ์ GDPNow ครั้งต่อไปในวันที่ 22 พ.ย. นี้
- ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (17 พ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเฮลท์แคร์ และตลาดยังปิดปรับตัวขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางต่าง ๆ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกในปีหน้า รวมทั้งได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีลดแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน หลังตลาดปรับตัวรับโอกาสที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงรวม 1% ภายในสิ้นปี 2567
- หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวขึ้น 1.2% โดยหุ้นแอสตร้าเซนเนก้า, หุ้นโนโว นอร์ดิสค์ และหุ้นซาโนฟี ปรับตัวขึ้น 0.9-2.3%
- หุ้นยูบีเอส พุ่งขึ้น 3% ซึ่งได้ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มบริการทางการเงิน ขณะที่กลุ่มธนาคารบวก 1.4%
- สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันศุกร์ (17 พ.ย.) ว่า ยอดค้าปลีกปรับตัวลดลง 0.3% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน หลังจากที่ลดลง 1.1% ในเดือน ก.ย. สวนทางคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ต.ค. สาเหตุมาจากผู้บริโภคเลือกที่จะอยู่บ้าน เป็นการส่งสัญญาณเตือนครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจประเทศ
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดบวกในวันศุกร์ (17 พ.ย.) หลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลจีนได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งในประเทศจำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคาร ซึ่งเป็นการดำเนินการที่สอดประสานกับการที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) อัดฉีดเงินสดก้อนใหญ่เข้าระบบการเงินเพื่อคลายความวิตกในตลาด หลังเกิดวิกฤตสภาพคล่องอย่างไม่คาดคิดในเดือน ต.ค. ซึ่งการสั่งการครั้งนี้ส่งผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ระดับชาติอย่างน้อย 2 แห่งคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเงินฝาก (Negotiable Certificate of Deposit (NCD)) ระยะ 1 ปี ไม่เกิน 2.57% โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวตอกย้ำความพยายามครั้งล่าสุดของหน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบของจีนในการสร้างความสงบเรียบร้อยในตลาดเงินด้วยการจำกัดต้นทุนในการระดมเงินทุนให้มีเสถียรภาพและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความผันผวน
- ตลาดหุ้นไทยปิดบวกในวันศุกร์ (17 พ.ย.) โดยซื้อขายทั้งในแดนบวกและลบ ก่อนที่จะปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้าเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ในขณะที่ ตลาดหุ้นในภูมิภาคมีทั้งปิดบวกและลบ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่มีสัญญาณอ่อนแอลง เงินเฟ้อชะลอลงมากกว่าที่คาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลง
มุมมองการลงทุนจาก บลจ.กรุงศรี
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดได้รับปัจจัยบวกจากการเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานยังสูงขึ้นต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 3 เดือน แสดงถึงตลาดแรงงานชะลอตัวลง รวมทั้งผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน สะท้อนว่านักลงทุนเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว มองเป็นโอกาสลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง
ทั้งนี้สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เป็นจังหวะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เนื่องจากระดับราคายังอยู่ในโซนที่ถูก มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีจากดอกเบี้ย และส่วนต่างราคา (capital gain) ในอนาคต ถ้าเฟดหันมาใช้นโยบายลดดอกเบี้ยหลังจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี แนะนำลงทุนตามความเสี่ยงที่สามารถรับได้
ทั้งนี้สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เป็นจังหวะลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เนื่องจากระดับราคายังอยู่ในโซนที่ถูก มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีจากดอกเบี้ย และส่วนต่างราคา (capital gain) ในอนาคต ถ้าเฟดหันมาใช้นโยบายลดดอกเบี้ยหลังจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี แนะนำลงทุนตามความเสี่ยงที่สามารถรับได้
สรุปภาพรวมตลาด
- ต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,947.28 จุด เพิ่มขึ้น 1.81 จุด หรือ +0.01%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,514.02 จุด เพิ่มขึ้น 5.78 จุด หรือ +0.13% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,125.48 จุด เพิ่มขึ้น 11.81 จุด หรือ +0.08%
- ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 455.82 จุด เพิ่มขึ้น 4.55 จุด หรือ +1.01%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,054.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.44 จุด หรือ +0.11%
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ธ.ค. พุ่งขึ้น 2.99 ดอลลาร์ หรือ 4.1% ปิดที่ 75.89 ดอลลาร์/บาร์เรล
- สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ธ.ค. ลดลง 2.60 ดอลลาร์ หรือ 0.13% ปิดที่ 1,984.70 ดอลลาร์/ออนซ์
- ในประเทศ
- SET ปิดที่ 1,415.78 บวก 0.44 จุด (+0.03%) Trading Volume: 45,607.55 ล้านบาท – มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย
โดยตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายมากที่สุดในหุ้นกลุ่มพลังงาน (-0.48%) ตามด้วยกลุ่มธนาคาร (+0.19%) และกลุ่มพาณิชย์ (+0.46%) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 97.15 ล้านบาท - อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปิดปรับลดลง 1-3 bps แบ่งตามช่วงอายุดังนี้
- อายุ 1-5 ปี ปิดปรับลดลง 0-1 bps
- อายุ >5-10 ปี ปิดปรับลดลง 1-4 bps
- อายุ >10 ปีขึ้นไป ปิดปรับลดลง 1-4 bps
- IRS SWAP ปิดปรับลดลง 1-4 bps
- นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 3,193.80 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,839.50 ล้านบาท
- SET ปิดที่ 1,415.78 บวก 0.44 จุด (+0.03%) Trading Volume: 45,607.55 ล้านบาท – มูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย
ที่มา: Bloomberg, Econaday, KSS, Ryt9
กองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน
- ตราสารหนี้ต่างประเทศคุณภาพดี คลิก: KFSINCFX-A | KF-CSINCOM | KF-SINCOME | KFSINCRMF
- หุ้นคุณภาพสูงทั่วโลก คลิก: KFGBRAND-A | KFGBRAND-D | KFGBRANSSF | KFGBRANRMF
- หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก คลิก: KFGTECH-A | KFHTECH-A | KFGTECHRMF
- หุ้นเติบโตทั่วโลก คลิก: KFGG-A | KFGGSSF | KFGGRMF
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สำหรับกองทุน SSF/RMF/LTF/Thai ESG ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน|สำหรับกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของประเทศที่กองทุนไปลงทุนได้ | เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า