สรุปภาวะตลาด

สรุปภาวะตลาดรายวัน


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด
08/03/2567

ปัจจัยสำคัญ 

  • ตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาปิดบวกได้แรงทั้ง 3 ดัชนี โดยหุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปิดบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มไอทีปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยปิดพุ่งขึ้น 1.84% และ 1.89% ตามลำดับ โดยตลาดได้แรงหนุนจาก ความเห็นของนายพาวเวลที่ตอกย้ำความหวังของนักลงทุนว่า ธนาคารการสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในเดือน มิ.ย. ปีนี้
  • ในการแถลงของของประธานเฟด ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพุธที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา นายพาวเวลได้ถูกกดดันจากนายเชอร์ร็อด บราวน์ ประธานคณะกรรมาธิการดังกล่าว ว่า เหตุใดเฟดจึงไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการตกงานของกลุ่มคนในวัยทำงาน โดยนายพาวเวลตอบว่า "เราตระหนักดีถึงความเสี่ยงดังกล่าว และได้พยายามหลีกเลี่ยง ซึ่งหากเศรษฐกิจมีการปรับตัวตามที่เราคาดหวังไว้ และมีความคืบหน้าในการทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลง เราก็คิดว่ากระบวนการผ่อนคลายนโยบายจะสามารถเริ่มต้นขึ้นในปีนี้"
  • กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) อยู่ที่ระดับ 217,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และสำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Claims) เพิ่มขึ้น 8,000 ราย สู่ระดับ 1.906 ล้านราย สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.889 ล้านราย
  • FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ในเดือน มิ.ย. และจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 4 ครั้งในปีนี้
  • ตลาดหุ้นยุโรป STOXX 600 ปรับตัวขึ้นได้ดีทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตรึงอัตราดอกเบี้ยตามคาดเนื่องจากสัญญาณเงินเฟ้อในยูโรโซนชะลอตัวลง และยังได้การปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่าง โนโว นอร์ดิสค์ (NOVO-B) ของเดนมาร์กที่พุ่งขึ้น 8.33% ทำระดับ All Time High หลังการทดลองยาลดความอ้วนของบริษัทได้ผลที่ออกมาดี
  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 การคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังคงอยู่ที่ระดับ 4.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 4.75% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 4.50% ทั้งนี้ ECB ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซน สู่ระดับ 0.6% ในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 0.8% และ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2.3% ในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 2.7% โดยที่นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า ECB จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. ขณะที่ตลาดการเงินสหรัฐคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มิ.ย. เช่นกัน ซึ่งหากเฟดและ ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยพร้อมกันในเดือน มิ.ย. ตามคาด ก็จะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสอัตราดอกเบี้ยขาลงทั่วโล
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น Nikkei ปิดลบแรงหลุด 40,000 จุด เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์มากขึ้นว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในการประชุมนโยบายในช่วงปลายเดือนนี้ หลังจากที่จุนโกะ นาคากาวะ สมาชิกคณะกรรมการนโยบาย BOJ กล่าวว่าญี่ปุ่นกำลัง "คืบหน้าอย่างมั่นคง" ไปสู่การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%
  • ตลาดหุ้นจีน Shanghai Composite ปิดลบเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากสหรัฐเสนอร่างกฎหมายที่เล็งเป้าไปยังกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของจีน
  • สำนักงานศุลกากรจีน (China General Administration of Customs หรือ GAC) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของจีนในเดือน ม.ค. - ก.พ. ปรับตัวขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.9% ขณะเดียวกันยอดนำเข้าปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือน ม.ค. - ก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.5% รายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่าการค้าโลกเริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว และเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับบรรดาเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบาย หลังจากภาวะอ่อนแอที่ยืดเยื้อในภาคการผลิตได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจจีน
  • ตลาดหุ้นไทย SET พักตัวแกว่งไซด์เวย์ ภาพรวมก็ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน โดยนักลงทุนรอตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐในคืนนี้ เพื่อหาสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบสลับกัน 

มุมมองการลงทุนจาก บลจ.กรุงศรี

  • ตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) ภาพรวมปิดลบ โดยที่ดัชนี Nikkei ปรับตัวลงแรงจากการรายงานค่าจ้างที่กลับมาขยายตัวได้ดี ซึ่งทำให้ตลาดมองว่า BoJ อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วๆ นี้ ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่ามากและกดดันตลาดหุ้น ในขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันปิดบวกและขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) หลังหุ้นไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ (TSMC) บวก 3.40%
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้นแรง โดยที่ S&P500 บวก 1.03% ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) เป็นครั้งที่ 16 ในปีนี้ ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป STOXX 600 ก็ขึ้นทำ All Time High เช่นกัน หลังได้คำแถลงจากพาวเวลที่ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในปีนี้ ในขณะเดียวกันได้แรงหนุนจากผลการประชุม ECB ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.
  • สำหรับวันนี้เราแนะนำติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้อย่าง ตัวเลขการจ้างงานอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ

สรุปภาพรวมตลาด

  • ต่างประเทศ
    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,791.35 จุด เพิ่มขึ้น 130.30 จุด หรือ +0.34%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,157.36 จุด เพิ่มขึ้น 52.60 จุด หรือ +1.03% และดัชนี NASDAQ ปิดที่ 16,273.38 จุด เพิ่มขึ้น 241.83 จุด หรือ +1.51%
    • ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 503.16 จุด เพิ่มขึ้น 4.95 จุด หรือ +0.99%
    • ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 39,598.71 จุด ร่วงลง 492.07 จุด หรือ -1.23%
    • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,027.40 จุด ลดลง 12.53 จุด หรือ -0.41%
    • ดัชนี S&P BSE Sensex ปิดตลาดที่ 74,119.39 บวก 33.40 จุด หรือ 0.04%
    • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน เม.ย. ลดลง 20 เซนต์ หรือ 0.25% ปิดที่ 78.93 ดอลลาร์/บาร์เรล
    • สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 7.00 ดอลลาร์ หรือ 0.32% ปิดที่ 2,165.20 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ในประเทศ
    • SET ปิดที่ 1,372.16 บวก 1.61 จุด (+0.12%) Trading Volume: 39,388.21 ล้านบาท – มูลค่าการซื้อขายน้อย โดยตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายมากที่สุดในหุ้นกลุ่มพลังงาน (+0.09%) ตามด้วยกลุ่มธนาคาร (-0.21%) และกลุ่มไอซีที (+1.87%) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,553.61 ล้านบาท
    • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปิดปรับลดลง 1 bp แบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้
      • อายุ 1-5 ปี ปิดไม่เปลี่ยนแปลง
      • อายุ >5-10 ปี ปิดปรับลดลง 1 bp
      • อายุ >10 ปีขึ้นไป ปิดปรับลดลง 0-1 bp
      • IRS SWAP ปิดปรับลดลง 1-3 bps
    • นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 40,519.42 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 148.93 ล้านบาท     
ที่มา: Bloomberg, Econaday, KSS, Ryt9
 
กองทุนที่มีนโยบายลงทุนใน
ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | สำหรับกองทุน SSF/RMF/LTF/Thai ESG ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน|สำหรับกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมของประเทศที่กองทุนไปลงทุนได้ | เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ย้อนกลับ

ลงทุนในกองทุนรวมบลจ.กรุงศรี

บลจ.กรุงศรีมีกองทุนรวมหลายประเภทให้เลือกลงทุนสำหรับทุกเป้าหมายการลงทุน