สรุปประเด็นสัมมนา Asia Tech Engine: Powering the Next Growth Wave

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) ร่วมกับ Wellington Management จัดสัมมนาในหัวข้อ “Asia Tech Engine: Powering the Next Growth Wave” เพื่อนำเสนอภาพการเติบโตของเทคโนโลยีเอเชีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิวัติ AI ระดับโลก โดยเอเชียถือเป็นฐานการผลิตหลักของโครงสร้างพื้นฐานและฮาร์ดแวร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ภูมิภาคนี้อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมากจากความต้องการ Advanced Computing ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากโอกาสการลงทุนดังกล่าว บลจ.กรุงศรี จึงเปิดตัวกองทุนเปิดกรุงศรีเอเชียเทคอิควิตี้ (KF-ATECH) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Asia Technology Fund เพื่อให้นักลงทุนไทยเข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
มุมมองต่อการเติบโตของเทคโนโลยีเอเชีย
โดย คุณเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี
- ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยีเอเชีย ได้แก่ เมกะเทรนด์ด้าน AI, Automation และ Digitization โดยการเติบโตของ AI กำลังก่อให้เกิด “Software Disruption” ที่ผลักดันให้กลุ่ม Hyperscalers เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และวัสดุเฉพาะทางที่ผลิตในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

-
หุ้นเทคโนโลยีเอเชียยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น โดยสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าหุ้นเทคโลกและหุ้นเทคสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา แม้หุ้นเทคในหลายภูมิภาคเผชิญแรงกดดัน แต่ดัชนีหุ้นเทคเอเชียยังปรับตัวเพิ่มขึ้น พร้อมการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) สูงถึง 40% ในปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นถึง 90% นับจากต้นปี โดยความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น Memory Chips, Foundries, GPU/ASIC Design และ Advanced Packaging ยังคงเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิตในตลาด ส่งผลให้บริษัทเทคในเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง

-
แม้ราคาหุ้นเทคเอเชียจะปรับตัวขึ้นมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ P/E เพียง 13 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างด้านมูลค่านี้กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินลงทุนเริ่มหมุนจากสหรัฐฯ เข้าสู่เอเชียมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นกว่าในระยะต่อไป

กลยุทธ์ของกองทุนหลักในการจับโอกาสเติบโต
โดย คุณ Alistair J. MacDonald, Investment Strategist, Wellington Management
- เอเชียในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลกอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักสำคัญของระบบนิเวศเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และวัสดุเฉพาะทาง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมยุคใหม่ ท่ามกลางการขยายตัวของ AI Servers และ Data Centers ทั่วโลก ทำให้ภาคเทคโนโลยีเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวตามความต้องการของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน Wellington Asia Technology Fund สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี ได้เฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี โดยมาจากกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นคัดเลือกบริษัทที่มีการเติบโตของรายได้สูง มีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง และมีการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ กองทุนยังให้ความสำคัญกับบริษัทที่ผู้ก่อตั้งยังมีบทบาทในการบริหาร เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการเติบโตระยะยาวที่มั่นคง

-
ขณะเดียวกัน กองทุนยังมีแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจที่ยังไม่มีความสามารถในการทำกำไร เช่น Humanoid Robotics รวมถึงหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงหรือมีข้อจำกัดเชิงนโยบาย เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในจีน
-
ปัจจุบันกองทุนให้น้ำหนักการลงทุนหลักใน 4 ตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน โดยให้น้ำหนักสูงสุดกับญี่ปุ่น จากแรงสนับสนุนของภาครัฐผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 1.23 ล้านล้านเยน รวมถึงความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมวัสดุต้นน้ำสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นมีศักยภาพได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเติบโตของ Industrial AI
-
สำหรับจีน แม้ราคาหุ้นเทคยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แต่กองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนราว 20% เนื่องจากมองเห็นช่องว่างด้านมูลค่าที่น่าสนใจ และเชื่อว่าราคาปัจจุบันยังไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะจากการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งทำให้บริษัทเทคจีนยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ระดับโลกในระยะยาว
-
พอร์ตการลงทุนของกองทุนครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยประมาณ 50% ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Tencent และ Alibaba ผู้นำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีนที่เริ่มนำ AI มาใช้ต่อยอดธุรกิจ รวมถึง TSMC ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก อีกประมาณ 50% ลงทุนในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น Tokyo Electron และ Keyence จากญี่ปุ่น, ASPEED Technology บริษัทออกแบบชิปชั้นนำจากไต้หวัน และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ ผู้นำด้าน High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนา AI ยุคใหม่ กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงทั้งบริษัทเทคชั้นนำของโลกและบริษัทนวัตกรรมเฉพาะทางที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต

การที่กองทุนเน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งอาจมีความผันผวนสูงกว่าตลาดโดยรวม แต่ก็แลกมาด้วยโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว โดยกองทุนหลักยังคงมีกรอบบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย ดังนั้น บลจ.กรุงศรี จึงแนะนำให้นักลงทุนที่สนใจใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ DCA เพื่อทยอยสะสมการลงทุนและสร้างโอกาสจากการเติบโตของธีม AI และเทคโนโลยีในระยะยาว
ปัจจุบัน บลจ.กรุงศรี เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุน KF-ATECH ระหว่างวันที่ 11 – 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธีมแห่งอนาคต และคว้าโอกาสจากคลื่นการเติบโตครั้งใหม่ของเทคโนโลยีเอเชีย
KF-ATECH | KF-ATECH-USD
2 กองทุนให้เลือกได้ตามเป้าหมายและสกุลเงินที่ต้องการ
-
KF-ATECH เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนสกุลเงินบาท/ รับความผันผวนของผลตอบแทนจากนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ และยอมรับต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น | ลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท
-
KF-ATECH-USD* เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเงินออม/ใช้จ่ายเป็นสกุลเงิน USD ต้องการกระจายความเสี่ยงค่าเงินและโอกาสรับผลตอบแทนใกล้เคียงการลงทุนตรงในกองทุนหลัก | ลงทุนขั้นต่ำเพียง 50 USD
*ซื้อหน่วยลงทุนได้เฉพาะด้วยการโอนเงินผ่านหรือหักเงินผ่านบัญชีเงินฝาก FCD ของธนาคาร ดังนี้
1) บัญชีเงินฝาก FCD ของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนที่เปิดบัญชีกองทุนตรงกับ บลจ.กรุงศรี บล.เกียรตินาคินภัทร และ/หรือตัวแทนขายกองทุนรวมรายอื่นๆ ตามที่กำหนด
2) ผ่านบัญชีเงินฝาก FCD ของธนาคารยูโอบี เฉพาะผู้ถือหน่วยลงทุนที่เปิดบัญชีกองทุนกับธนาคารยูโอบีเท่านั้น สำหรับการเปิดบัญชี FCD โปรดติดต่อสาขาธนาคารยูโอบี
► สำหรับขั้นตอนการเปิดบัญชี FCD คลิกดูข้อมูล
นโยบายการลงทุน KF-ATECH | KF-ATECH-USD
ลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Asia Technology Fund, Class USD S Accumulating Unhedged (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทางด้านเทคโนโลยี และบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีซึ่งจดทะเบียนหรือดำเนินธุรกิจอยู่ในภูมิภาคเอเชีย
ระดับความเสี่ยง 6 เสี่ยงสูง | กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
คำเตือน เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และ ความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุนมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ดูข้อมูลกองทุน KF-ATECH
ดูข้อมูลกองทุน KF-ATECH-USD