วางแผนการลงทุน
บลจ.กรุงศรี จับโอกาสลงทุนในธุรกิจ Start-up เด่นของอาเซียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด จัดสัมมนาออนไลน์เปิดตัว กองทุนเปิดกรุงศรี Finnoventure PE Y2033 – ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (Finnoventure PE Y2033: KFFVPE – UI) สำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่ต้องการลงทุนในธุรกิจ Start-up ชั้นน้ำในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพเติบโตเป็น Unicorn พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคได้ในอนาคต โดยกองทุน KFFVPE-UI ของ บลจ.กรุงศรี นับเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ลงทุนใน Private Equity กองทุนแรกในประเทศไทยที่ให้นักลงทุนรายบุคคลประเภทรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net Worth Investor: UI) ร่วมลงทุนได้ในธุรกิจ Start-up ของไทยและภูมิภาคผ่าน ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I
ทั้งนี้ กองทุน KFFVPE-UI เป็นความร่วมมือผสานจุดแข็งของสถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ บริษัทกรุงศรีฟินโนเวต จำกัด ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2560 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ บลจ.กรุงศรี โดยกรุงศรีฟินโนเวต ถือหุ้น 100% โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นบริษัทได้รับการยอมรับในฐานะผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการเฟ้นหาธุรกิจ Start-up เพื่อลงทุน ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการเข้าลงทุนและปั้นธุรกิจ Start-up มาแล้วมากกว่า 15 แห่งด้วยเงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาทตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และนับเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรร่วมงานกับ Start-up มากที่สุดในอาเซียน (ที่มา: Krungsri Finnovate ณ พ.ค. 64)
คุณวิน พรหมแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ปกติการลงทุนในธุรกิจ Start-up มีไว้สำหรับนักลงทุนสถาบันเท่านั้นเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้น กองทุน KFFVPE-UI ที่จัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายบุคคลสามารถร่วมลงทุน ไปพร้อมกับนักลงทุนสถาบันอื่นๆ โดยต้องสามารถลงทุนได้ในระยะยาวอย่างน้อย 12 ปีตลอดระยะเวลาของโครงการ และการลงทุนใน Private Equity นี้เป็นการลงทุนในธุรกิจที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ได้แก่ Start-up ชั้นนำของอาเซียนที่จะเติบโตในอนาคต
ที่มา: Krungsri Finnovate
ด้านคุณเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี กล่าวถึงความน่าสนใจของการลงทุนในธุรกิจ Start-up ว่าเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูงมากจากการที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการทำธุรกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากการทำซ้ำ และขยายธุรกิจให้เติบโตได้ง่าย ทั้งนี้ ธุรกิจ Start-up สามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มบ่มเพาะธุรกิจไปจนถึงระดับ Series ต่างๆ อย่าง Series A ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจในการลงทุนเนื่องจากธุรกิจได้ผ่านช่วงการบ่มเพาะธุรกิจมาแล้ว จนเริ่มเป็นที่รู้จักและเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มากขึ้น ดังนั้น Upside ของการลงทุนใน Start-up จึงค่อนข้างสูง ทั้งนี้ เป้าหมายของธุรกิจ Start-up คือการสามารถขยายกิจการจนเติบโตจนสามารถถูกควบรวมกิจการหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่าง Start-up ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเอเชียได้แก่ Alibaba, Grab, Traveloka เป็นต้น
ด้านคุณเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี กล่าวถึงความน่าสนใจของการลงทุนในธุรกิจ Start-up ว่าเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูงมากจากการที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการทำธุรกิจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากการทำซ้ำ และขยายธุรกิจให้เติบโตได้ง่าย ทั้งนี้ ธุรกิจ Start-up สามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มบ่มเพาะธุรกิจไปจนถึงระดับ Series ต่างๆ อย่าง Series A ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจในการลงทุนเนื่องจากธุรกิจได้ผ่านช่วงการบ่มเพาะธุรกิจมาแล้ว จนเริ่มเป็นที่รู้จักและเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มากขึ้น ดังนั้น Upside ของการลงทุนใน Start-up จึงค่อนข้างสูง ทั้งนี้ เป้าหมายของธุรกิจ Start-up คือการสามารถขยายกิจการจนเติบโตจนสามารถถูกควบรวมกิจการหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตัวอย่าง Start-up ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเอเชียได้แก่ Alibaba, Grab, Traveloka เป็นต้น
ที่มา: Crunchbase, Krungsri Finnovate
สำหรับคุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรีฟินโนเวต จำกัด กล่าวถึงนโยบายการลงทุนของกองทุนฟินโนเวนเจอร์ว่า กองทุนจะเน้นลงทุนใน 3 ธีมธุรกิจเด่นๆ ซึ่งกองทุนมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fintech อีคอมเมิร์ซ และ เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่หรือ Automotive Tech ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากตามความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียน ทั้งนี้ กองทุนให้น้ำหนักการลงทุน 70% ในประเทศไทยและอีก 30% ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ เวียดนาม และกองทุนตั้งเป้าลงทุนในธุรกิจประมาณ 15-25 บริษัท ด้วยจำนวนเงินลงทุนระหว่าง 30-150 ล้านบาทต่อหนึ่งสินทรัพย์ โดยในแต่ละบริษัทจะลงทุนครั้งแรกประมาณ 70% และรอบต่อๆ ไปอีก 30%
สำหรับคุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรีฟินโนเวต จำกัด กล่าวถึงนโยบายการลงทุนของกองทุนฟินโนเวนเจอร์ว่า กองทุนจะเน้นลงทุนใน 3 ธีมธุรกิจเด่นๆ ซึ่งกองทุนมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fintech อีคอมเมิร์ซ และ เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่หรือ Automotive Tech ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากตามความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียน ทั้งนี้ กองทุนให้น้ำหนักการลงทุน 70% ในประเทศไทยและอีก 30% ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ เวียดนาม และกองทุนตั้งเป้าลงทุนในธุรกิจประมาณ 15-25 บริษัท ด้วยจำนวนเงินลงทุนระหว่าง 30-150 ล้านบาทต่อหนึ่งสินทรัพย์ โดยในแต่ละบริษัทจะลงทุนครั้งแรกประมาณ 70% และรอบต่อๆ ไปอีก 30%
ที่มา: Krungsri Finnovate
คุณแซมอธิบายเพิ่มเติมว่าธุรกิจ Start-up ในภูมิภาคเอเชียเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่แล้วต่อจากสหรัฐและยุโรป แม้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 - 2564 ธุรกิจ Start-up ก็ยังสามารถเติบโตสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากธุรกิจมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ Start-up จึงมีการระดมทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน การระดมเงินทุนของ Start-up ทั้งในไทยและอาเซียนมีมูลค่ารวมกว่า 8.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังมียอดการระดมเงินทุนที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็มีสัญญาณการเติบโตอย่างโดดเด่นและยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต
นอกจากนี้ ธุรกิจ Start-up ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีความน่าสนใจอย่างมากทั้ง Start-up ที่เกิดขึ้นมาในภูมิภาค และยังมี Start-up จากสหรัฐ ยุโรป และอิสราเอลที่มาเปิดสำนักงานในภูมิภาคนี้ สำหรับธุรกิจ Start-up ที่เติบโตอย่างโดดเด่นในประเทศไทยได้แก่ Flash Express ที่กรุงศรีฟินโนเวตได้เข้าไปลงทุนตั้งแต่เริ่มแรก หรือบริษัท Wongnai ที่รวมกับ Lineman ไปแล้ว และบริษัทอื่นๆ อย่าง Synqa, aCommerce, Bitkup และ Kaidee เป็นต้น สำหรับดาวเด่นในภูมิภาคได้แก่ Grab ที่กรุงศรีได้เข้าไปลงทุนใน Series H หรือธุรกิจการเงินอย่าง FinAccel และการท่องเที่ยวอย่าง Traveloka ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ก็มีการ เติบโตอย่างชัดเจนมากกว่า 3 เท่าในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา
และในช่วงวิกฤติโควิด-19 เป็นช่วงปีที่กรุงศรีฟินโนเวตมีการลงทุนใน Start-up มากที่สุด โดยมีการลงทุนไปแล้วใน 7 - 8 ธุรกิจ คุณแซมกล่าวว่า การระดมทุนของ Start-up ในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกอย่างมากในอีก 3 - 5 ปีข้างหน้า และมีอีกหลายธุรกิจที่จะเติบโตเป็นอย่างมากหลังจากโควิด-19ผ่านพ้นไป ปีนี้จึงเป็นปีที่เหมาะสมที่จะเข้าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้
คุณแซมอธิบายเพิ่มเติมว่าธุรกิจ Start-up ในภูมิภาคเอเชียเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่แล้วต่อจากสหรัฐและยุโรป แม้ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 - 2564 ธุรกิจ Start-up ก็ยังสามารถเติบโตสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากธุรกิจมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ Start-up จึงมีการระดมทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน การระดมเงินทุนของ Start-up ทั้งในไทยและอาเซียนมีมูลค่ารวมกว่า 8.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังมียอดการระดมเงินทุนที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็มีสัญญาณการเติบโตอย่างโดดเด่นและยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต
นอกจากนี้ ธุรกิจ Start-up ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีความน่าสนใจอย่างมากทั้ง Start-up ที่เกิดขึ้นมาในภูมิภาค และยังมี Start-up จากสหรัฐ ยุโรป และอิสราเอลที่มาเปิดสำนักงานในภูมิภาคนี้ สำหรับธุรกิจ Start-up ที่เติบโตอย่างโดดเด่นในประเทศไทยได้แก่ Flash Express ที่กรุงศรีฟินโนเวตได้เข้าไปลงทุนตั้งแต่เริ่มแรก หรือบริษัท Wongnai ที่รวมกับ Lineman ไปแล้ว และบริษัทอื่นๆ อย่าง Synqa, aCommerce, Bitkup และ Kaidee เป็นต้น สำหรับดาวเด่นในภูมิภาคได้แก่ Grab ที่กรุงศรีได้เข้าไปลงทุนใน Series H หรือธุรกิจการเงินอย่าง FinAccel และการท่องเที่ยวอย่าง Traveloka ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ก็มีการ เติบโตอย่างชัดเจนมากกว่า 3 เท่าในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา
และในช่วงวิกฤติโควิด-19 เป็นช่วงปีที่กรุงศรีฟินโนเวตมีการลงทุนใน Start-up มากที่สุด โดยมีการลงทุนไปแล้วใน 7 - 8 ธุรกิจ คุณแซมกล่าวว่า การระดมทุนของ Start-up ในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกอย่างมากในอีก 3 - 5 ปีข้างหน้า และมีอีกหลายธุรกิจที่จะเติบโตเป็นอย่างมากหลังจากโควิด-19ผ่านพ้นไป ปีนี้จึงเป็นปีที่เหมาะสมที่จะเข้าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้
ทั้งนี้ จุดเด่นของกรุงศรีฟินโนเวตคือเป็นบริษัทภายใต้การดำเนินการของธนาคารกรุงศรีอยุธยาและ MUFG Financial Group ซึ่งได้มีการเข้าไปลงทุนในกิจการธนาคารในประเทศอาเซียนต่างๆ ดังนั้น กรุงศรีฟินโนเวตจึงมีฐานการเงินที่แข็งแกร่งที่จะช่วยต่อยอดการลงทุนในสินทรัพย์ของแต่ละประเทศได้ต่อไป
ด้านคุณวิน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I มีข้อดีคือ มีแบ่งการบริหารอย่างชัดเจน คือ กรุงศรีฟินโนเวตทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุน และมีทรัสตีเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์จากการลงทุนของกองทุน จึงสามารถตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันได้
อย่างไรก็ดี การลงทุนใน Start-up มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วไปที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่า กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงด้วยการคัดกรองสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนอย่างเข้มข้น โดยจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในช่วงระยะของการเติบโตตั้งแต่ Series A ขึ้นไป นอกจากนี้ กองทุนยังมีกลยุทธ์ในการทำ Synergy กับ Start-up ที่กองทุนเข้าร่วมลงทุนด้วย โดยจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำงานร่วมกับ Start-up ที่เข้าไปร่วมลงทุน เป็นที่ปรึกษารวมทั้งจัดหาลูกค้าให้เพื่อทำให้เกิดการเติบโตอย่างแท้จริง จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในการเจริญเติบโตของธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับนักลงทุน ที่ต้องการลงทุน สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม KFFVPE-UI ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ เริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท โดยต้องมีคุณสมบัติการเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการอยู่ที่ 2.5% ของเงินลงทุนทั้งหมด ในปีที่ 1 - 5 และปีที่ 6 เป็นต้นไป ลดเหลือ 2% ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ไม่รวมกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หรือ 20 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนเงินใดจะสูงกว่า และเมื่อ PE ทรัสต์ได้รับผลตอบแทนที่คาดหวัง (Hurdle rate) จากการลงทุนในกิจการ Start-up ตั้งแต่ 8% ขึ้นไป ผู้จัดการทรัสต์จะได้รับส่วนแบ่งกำไรในอัตรา 20% ของกำไรส่วนที่เกินทุน แต่ถ้า PE ทรัสต์ ทำอัตราผลตอบแทนได้ไม่ถึง 8% ผู้จัดการทรัสต์ก็จะไม่ได้รับเงินส่วนแบ่งนี้
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น นักลงทุนมีโอกาสได้รับเงินลงทุนได้รับเงินคืนก่อนระยะเวลากำหนดของกองทุน เมื่อมีสินทรัพย์บางตัวในพอร์ตที่กองทุนได้ลงทุนไว้ก่อนแล้วสามารถ Exit โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือถูกควบรวมกิจการ ทำให้สินทรัพย์ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมาก กองทุนก็จะมีโอกาสคืนเงินในส่วนนี้ให้กับนักลงทุนทันที และคาดว่าตั้งแต่ช่วงปีที่ 3 เป็นต้นไป ในแต่ละปีน่าจะมีสินทรัพย์ที่ทยอย Exit และทำให้กองทุนมีโอกาสคืนเงินลงทุนให้นักลงทุนได้ในช่วงระยะเวลาของโครงการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดที่เกิดขึ้นจริงด้วย
ทั้งนี้ กองทุน KFFVPE-UI จะเสนอขายเพียงครั้งเดียวระหว่างวันที่ 16 - 22 ธันวาคม 2564 เท่านั้น นักลงทุนที่สนใจสามารถซื้อกองทุนได้ที่ บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา และตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืนดังนี้
- บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) โทร. 02-659-7000
- บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร. 02-026-5100
โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุน คลิกที่นี่
นโยบายการลงทุน
- กองทุนเน้นลงทุนในหน่วย private equity โดยไม่จำกัดอัตราส่วน สามารถมีสัดส่วนการลงทุนในหน่วย private equity สูงสุดร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผ่านการลงทุนใน PE ทรัสต์
- PE ทรัสต์ ชื่อ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมเงินลงทุนแบบจำกัดจำนวนผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมลงทุนในลักษณะของ Venture Capital (VC) ในกิจการ Start-up ของบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นกิจการ Start-up ที่มีเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้แก่ การเงิน (Financial tech) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และ ยานยนต์ (Automotive) เป็นต้น
- PE ทรัสต์ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (“MFC”) เป็นทรัสตี ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการ PE ทรัสต์ และมีบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เป็นผู้จัดการทรัสต์ ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดการลงทุน ทั้งนี้ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เป็นบริษัทร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital : CVC) จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย มีธนาคารกรุงศรีเป็นผู้ถือหุ้น 100% บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด มีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 15 Start-up รวมเงินลงทุนมากกว่า 1,500 ล้านบาท และนับเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรร่วมงานกับ Start-up มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นที่ยอมรับจากหลากหลายสถาบันชั้นนำ
- PE ทรัสต์ อาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management: EPM) และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน โดยมีอัตราส่วนการลงทุนเพื่อ EPM สูงสุดไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
- PE ทรัสต์ มีกำหนดเงินเรียกลงทุนทั้งหมด (Total Committed Capital) ประมาณ 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการทรัสต์ โดย PE ทรัสต์ มีอายุโครงการ 10 ปี และสามารถต่ออายุได้ 2 ครั้งๆ ละ 1 ปี หากยังมีทรัพย์สินใน PE ทรัสต์เหลืออยู่และผู้จัดการทรัสต์พิจารณาแล้วเห็นว่าการต่ออายุออกไปจะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหน่วยลงทุนมากกว่า ทั้งนี้ อาจเลิกโครงการก่อน 12 ปีได้หากผู้จัดการทรัสต์ใช้ดุลยพินิจเลิก PE ทรัสต์
- กองทุนไม่กำหนด minimum committed capital โดยกองทุนจะทยอยลงทุนตามที่ PE ทรัสต์มีการเรียกระดมทุน (Capital call) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คราวๆ ละประมาณ ร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน หรือเป็นไปตามระยะเวลาหรือจำนวนที่ผู้จัดการ ทรัสต์กำหนด โดยในระหว่างรอเรียกระดมทุนนี้ กองทุนจะลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น ตราสารภาครัฐ และเงินฝากธนาคาร เป็นต้น
- กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) หรือตราสารทุนของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) โดยไม่จำกัดอัตราส่วน
- กองทุนอาจลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Notes)
- บริษัทจัดการอาจพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินหรือไม่ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ
- กองทุนจะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในครอบครอง (Short Sell) การขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repurchase Agreement) และการกู้ยืม เว้นแต่การกู้ยืมและ repo เพื่อการบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงการจัดการเท่านั้น
- กองทุนมีประมาณการผลตอบแทนภายใต้สถานการณ์เชิงลบอย่างมากที่สุด (worst case scenario) จากการที่ PE ทรัสต์ มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
- ระดับความเสี่ยงกองทุน: 8+ เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยยะสำคัญ | ป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
1. กองทุนมีการลงทุนในหน่วย private equity ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว (ประมาณ 10 - 12 ปี)
2. กองทุนมีนโยบายที่จะเน้นลงทุนใน private equity โดยไม่จำกัดอัตราส่วน สามารถมีสัดส่วนการลงทุนในหน่วย private equity สูงสุดร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผ่านการลงทุนใน PE ทรัสต์ ชื่อ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I เพื่อร่วมลงทุนในลักษณะของ Venture Capital (VC) ในกิจการ Start-up ของบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างและมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมทั่วไป อีกทั้งมีสภาพคล่องต่ำ ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินต้นหรือไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง กองทุนนี้จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่มีความเข้าใจในหลักทรัพย์ประเภทนี้เป็นอย่างดี และสามารถรับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น
3. กองทุนรวมนี้มีสภาพคล่องจำกัด เนื่องจากเป็นกองทุนที่ไม่เปิดให้ซื้อขายได้ทุกวันแบบกองทุนเปิดทั่วไป โดยกองทุนมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติในระหว่างอายุโครงการตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนและเมื่อครบอายุกองทุนประมาณ 12 ปีเท่านั้น
4. กองทุนมีอายุโครงการ 12 ปี แต่อาจเลิกโครงการก่อน 12 ปีได้หากผู้จัดการทรัสต์ใช้ดุลยพินิจเลิก PE ทรัสต์ ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว
5. กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และ/หรือในประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น ผลการดำเนินงานจึงอาจผันผวนมากกว่ากองทุนรวมทั่วไปที่มีการกระจายการลงทุน ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาความเสี่ยงและการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเอง และข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน
6. เนื่องจากลักษณะของโครงการลงทุนของ PE ทรัสต์ กองทุนจึงอาจมีความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในบริษัทซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นและ/หรือบริษัทที่อยู่ในประเภทธุรกิจที่เน้นการลงทุน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Financial tech) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)และยานยนต์ (Automotive) บริษัทเหล่านี้อาจรับภาระของภาวะในทางลบของธุรกิจและเศรษฐกิจได้น้อยกว่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าและก่อตั้งมานานกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่อยู่ในระยะเริ่มต้นอาจขาดประสบการณ์หรือความรู้ความสามารถในด้านการบริหารจัดการ และความสามารถที่จะเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตน ขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และมีเงินทุนไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การวิจัยและการพัฒนา อีกทั้งเทคโนโลยีของบริษัทเหล่านั้นอาจยังไม่ได้รับการทดสอบ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ออกหลักทรัพย์ในระยะเริ่มต้นมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวในด้านการดำเนินงานและการเงิน ซึ่งมีผลในทางลบต่อความอยู่รอดของผู้ออกหลักทรัพย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในธุรกิจเดียวกัน บริษัทเหล่านั้นอาจไม่มีประวัติการดำเนินงานที่สร้างผลกำไร หรืออาจมีประวัติการดำเนินงานที่สร้างผลกำไรอย่างจำกัดและไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ในอนาคต และอาจมีความผันผวนสูงในด้านรายได้ ค่าใช้จ่ายและผลกำไร และอาจพึ่งพาการบริหารจัดการโดยบุคลากรหลักเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คน อีกทั้งอาจมีความอ่อนไหวต่อความสูญเสียและความเสี่ยงต่อการล้มละลายที่สูงกว่า
7. กรณี PE ทรัสต์ ไม่สามารถจำหน่ายทรัพย์สินหรือถอนตัวจากการลงทุนได้สำเร็จในเวลาหรือราคาที่ต้องการ เพื่อคืนเงินต้นและ/หรือจ่ายผลตอบแทนให้แก่กองทุนภายในระยะเวลาที่เหมาะสมหรือภายในอายุโครงการกองทุน อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนสูญเสียเงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้
8. เมื่อครบอายุโครงการ หาก PE ทรัสต์ไม่สามารถจำหน่ายหรือถอนการลงทุนในกิจการเป้าหมายได้ทั้งหมด ผู้จัดการทรัสต์หรือผู้ชำระบัญชีที่ได้รับการแต่งตั้ง อาจคืนเงินลงทุนด้วยทรัพย์สินอื่นใดที่มิใช่เงินแก่ผู้ลงทุนด้วยราคายุติธรรมหรือราคาตลาดในขณะนั้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือสูญเสียเงินต้นจากการลงทุนได้ หรือผู้จัดการทรัสต์หรือผู้ชำระบัญชีที่ได้รับการแต่งตั้งอาจใช้ดุลยพินิจจำหน่ายทรัพย์สินที่เหลืออยู่ไปยังนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special-purpose vehicle) ที่จัดตั้งขึ้นและควบคุมโดยผู้จัดการทรัสต์หรือกิจการที่เกี่ยวข้องที่ราคายุติธรรมหรือราคาตลาด หรือจำหน่ายแก่บุคคลอื่นใด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือสูญเสียเงินต้นจากการลงทุนได้
9. PE ทรัสต์อาจมีการเพิ่มรอบเวลาวันปิดรับการลงทุน (Subsequent closing) และรับผู้ลงทุนรายอื่นเพิ่มในภายหลัง (Subsequent closing investor) รวมถึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนในรอบปิดรับการลงทุน (Closing) ก่อนหน้าหรือรอบแรก (Prior investor) เพิ่มเงินลงทุนได้ โดยเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาก่อตั้งทรัสต์และตามดุลยพินิจของผู้จัดการทรัสต์ ผู้ลงทุนเพิ่มภายหลัง (Subsequent closing investor) นี้ จะเข้ามีส่วนร่วมในพอรต์การลงทุนของ PE ทรัสต์ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนการรับผู้ลงทุนเพิ่มในภายหลัง (Subsequent closing investor) เข้ามาตามสัดส่วนเงินลงทุน โดยวิธีการคำนวณเพื่อจัดสรรสัดส่วนการลงทุนใน PE ทรัสต์และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ถ้ามี) จะคำนวณโดยผู้จัดการทรัสต์ การรับผู้ลงทุนและเงินลงทุนเพิ่มนี้ อาจทำให้สัดส่วนการลงทุนใน PE ทรัสต์ของผู้ลงทุนก่อนหน้าเปลี่ยนแปลงไปและอาจส่งผลให้ผลตอบแทนคาดหวังลดลงได้
10. อาจมีผู้ลงทุนรายใดใน PE ทรัสต์ที่ผิดนัดชำระเงินเรียกลงทุน (Defaulting investor) ส่งผลให้การลงทุนของ PE ทรัสต์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือสูญเสียโอกาสการลงทุน รวมถึงเกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทางกฏหมาย การเรียกร้องค่าเสียหายต่อผู้ลงทุนรายนั้น และส่งผลต่อผลตอบแทนของ PE ทรัสต์ได้
11. ผู้ลงทุนบางรายใน PE ทรัสต์อาจไม่ถูกกำหนดให้ชำระเงินลงทุนหรือไม่ถูกกำหนดให้นำเงินส่วนที่จะจัดสรรคืนไปลงทุนต่อ (Excused investor) ตามที่ตกลงไว้ หากมีเหตุที่เชื่อได้ว่า
- การลงทุนของผู้ลงทุนรายนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางลบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผู้ลงทุน รายนั้นเองและผู้ลงทุนรายดังกล่าวได้แสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรและปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาก่อตั้งทรัสต์อย่างครบถ้วนแล้ว หรือ
- เมื่อผู้จัดการทรัสต์มีเหตุที่เชื่อได้ว่าการเข้าร่วมลงทุนของผู้ลงทุนรายใด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดจากผู้ลงทุนรายนั้น อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางลบอย่างมีนัยยะสำคัญ หรืออาจทำให้ 1) PE ทรัสต์ไม่สามารถเข้าลงทุนหรือดำเนินการใดๆได้สำเร็จ หรือ 2) ก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนหรือการดำเนินการใดๆของ PE ทรัสต์ หรือ 3) ก่อให้เกิดหน้าที่ภาระทางภาษี กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องใดๆ ไม่ว่าจะต่อ PE ทรัสต์ กิจการเป้าหมายที่จะลงทุน ผู้ลงทุนรายอื่นใด หรือบริษัทในเครือ หรือ 4) ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างมีนัยยะสำคัญ
12. ในช่วงปีแรกๆของการจัดตั้ง PE ทรัสต์ มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการจำหน่ายการลงทุน (Realization value) อาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าเงินลงทุนเริ่มต้น โดยอาจมีสาเหตุจากผลกระทบของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและการดำเนินการ อีกทั้ง PE ทรัสต์เพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นของวงจรการลงทุน การประเมินมูลค่ากิจการที่เข้าลงทุนจะเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ในขณะที่มาตรฐานดังกล่าวมุ่งที่จะให้ข้อมูลที่แท้จริงเป็นธรรมของมูลค่ากิจการที่เข้าลงทุน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่มูลค่าตลาดที่แท้จริงของการลงทุนประเภท Private Equity จะเกิดขึ้นเมื่อมีการถอนหรือจำหน่ายการลงทุนนั้น
13. PE ทรัสต์ อาจมีการคืนเงินลงทุนที่ได้รับชำระแล้วแก่ผู้ลงทุน หากเงินลงทุนดังกล่าวมิได้ถูกนำไปใช้ลงทุนหรือเงินลงทุนที่ได้รับชำระมามีมูลค่าเกินกว่าความจำเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตาม โดยจะคืนเงินลงทุน บวกด้วยดอกเบี้ยที่อัตราเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารกรุงศรี ในช่วงเวลาที่มีการคืนเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดที่เกิดขึ้น หักด้วยค่าใชจ่ายทรัสต์ ภายในระยะเวลาเข้าลงทุน (Commitment period) การคืนเงินลงทุนนี้ อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาดหวังไว้
14. PE ทรัสต์ มีการตั้งเงินสำรองเพื่อการบริหารจัดการ เพื่อการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อชำระค่าใช้จ่ายหรือภาระผูกพันต่างๆ หรือเพื่อวัตถุประสงค์โดยชอบอื่นใด และกองทุน KFFVPE-UI มีการตั้งเงินสำรองเพื่อชำระค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายหรือภาระผูกพันต่างๆ การตั้งสำรองเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อจำนวนเงินลงทุนและกระแสเงินสดที่ผู้ลงทุนจะทยอยได้รับระหว่างอายุกองทุน อาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าการไม่มีการตั้งเงินสำรอง
15. PE ทรัสต์อาจนำเงินที่พึงจัดสรรคืนให้แก่กองทุนไปลงทุนต่อ (Reinvestment) หรือชำระค่าใช้จ่ายของ PE ทรัสต์ หรืออาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์โดยชอบอื่นใด ดังนั้น กองทุนอาจมิได้รับชำระคืนเงินต้นและผลตอบแทนในระยะเวลาและอัตราตามที่คาดหวัง
16. PE ทรัสต์อาจจัดสรรคืนเงินลงทุนและผลตอบแทนด้วยหลักทรัพย์อื่นที่มิใช่เงินแก่กองทุน เว้นแต่กองทุนได้ยื่นความประสงค์ต่อผู้จัดการทรัสต์ถึงการรับคืนเงินลงทุนและผลตอบแทนเป็นเงินเท่านั้น โดยผู้จัดการทรัสต์จะใช้ความพยายามอย่างเต็มความสามารถในการขายหลักทรัพย์ในราคาที่สมเหตุสมผลเพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ลงทุน และการขายนั้นจะต้องกระทำด้วยราคาตลาดที่ยุติธรรม ในกรณีที่ขายแก่บุคคลที่สาม ผู้จัดการทรัสต์จะใช้ความพยายายอย่างเต็มที่ในการขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น แต่ก็มิอาจรับประกันได้ว่าราคาที่ขายได้ จะเป็นราคาที่ดีที่สุด นอกจากนั้น ผู้ลงทุนจะต้องชำระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการขายหลักทรัพย์นั้น
17. โอกาสการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
- กองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหน่วย private equity ของ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ที่มีบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เป็นผู้จัดการทรัสต์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกลุ่มธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน) เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของกองทุนนี้
- บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ในฐานะผู้จัดการทรัสต์ ของ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I อาจมีการลงทุนในกิจการ Startup หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นเพื่อบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เช่นเดียวกันกับที่บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ในฐานะผู้จัดการทรัสต์จะลงทุนในกิจการStartup หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น เพื่อ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I
- บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด ในฐานะผู้จัดการทรัสต์ อาจมีการลงทุนหรือทำสัญญาหรือเข้าทำธุรกรรมเพื่อ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I ในกิจการเป้าหมาย หรือกิจการ Startup ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้จัดการทรัสต์ หรือบริษัทในเครือกลุ่มธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน)
- บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (ผู้จัดการทรัสต์) อาจมีการลงทุนในกิจการเป้าหมาย หรือกิจการ Startup อยู่ก่อนวันปิดรับการลงทุน (Warehoused Investments) ซึ่งการลงทุนนั้นอาจมีลักษณะที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์การลงทุนของ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I (“PE ทรัสต์”) และผู้จัดการทรัสต์อาจโอนการลงทุนดังกล่าวนั้นมายัง PE ทรัสต์ก่อนหรือภายหลังวันปิดรับการลงทุน (Closing) และถือว่า Warehoused Investments ที่โอนมานี้ถือเป็นเงินลงทุนที่ได้รับชำระแล้วในส่วนของผู้จัดการทรัสต์ มูลค่าของ Warehoused Investments ที่โอนมาจะเท่ากับราคายุติธรรมของ Warehoused Investment บวกด้วยยอดเงินส่วนเพิ่มที่กำหนดโดยผู้จัดการทรัสต์ ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเข้าซื้อ ถือครอง และการโอนส่วน Warehoused Investment นี้ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานของอุตสาหกรรมในลักษณะเดียวกันจะพึงกระทำ
- ผู้จัดการทรัสต์อาจจัดให้มีการลงทุนร่วมในกิจการเป้าหมายเดียวกับ PE ทรัสต์ แก่ผู้ลงทุนรายอื่นใดหรือบุคคลที่สาม (Co-investment) โดยการลงทุนร่วมนี้อาจกระทำการเข้าลงทุนหรือถอนการลงทุนในเวลาเดียวกัน รูปแบบหรือวิธีเดียวกันกับ PE ทรัสต์ ผู้ลงทุนร่วม (Co-investor) จะถูกจัดสรรยอดลงทุน ค่าใช้จ่าย ภาระผูกพันต่างๆ ตามสัดส่วนที่เข้าลงทุน
- เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อน อันได้แก่ 1) เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเข้าลงทุน หรือ 2) เมื่อเงินที่ระดมทุนในสัดส่วนร้อยละ 80 ได้ถูกนำไปลงทุน หรือถูกเรียกชำระเงินลงทุน หรือถูกสำรองไว้สำหรับลงทุน ซึ่งรวมถึงการลงทุนสืบเนื่องหรือสำหรับชำระค่าใช้จ่ายกองทรัสต์ หรือ 3) เมื่อสัดส่วน ร้อยละ 60 ของเงินลงทุนทั้งหมดได้ถูกนำไปลงทุน หรือ 4) เมื่อกองทรัสต์ได้สิ้นสุดลง ผู้จัดการ ทรัสต์อาจรับค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการหรือให้คำปรึกษาในรูปแบบการลงทุนอื่นใดหรือบัญชีใด นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมจัดการจากการเป็นผู้จัดการทรัสต์ของ PE ทรัสต์ ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์การลงทุนที่ทับซ้อนอย่างมีนัยยะสำคัญ
- PE ทรัสต์ได้มีการมอบหมายให้บริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมินมูลค่ากิจการเป้าหมายหรือทรัพย์สินที่ PE ทรัสต์ลงทุน
- ผู้ให้บริการ นายหน้า นายหน้าค้าหลักทรัพย์ ตัวแทนหรือผู้ได้รับการแต่งตั้งในการให้บริการใดๆ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องของผู้ให้บริการเหล่านั้น (แต่ละราย เรียกว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย”) อาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการลงทุนหรือกิจกรรมต่างๆของ PE ทรัสต์ หรือของกองทุน
- บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (KFIN) และ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) เป็น นิติบุคคลแยกจากกัน KFIN มีความเป็นอิสระในการดำเนินงานและการตัดสินใจทางธุรกิจ ในกรณีที่ KFIN มีการลงทุนในบริษัทเป้าหมายที่ไปร่วมลงทุน เป็นลูกหนี้ของ BAY หรือมีความเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อม KFIN ในฐานะผู้จัดการทรัสต์ จะพิจารณาตัดสินใจลงทุนโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ และจะพิจารณาให้สอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์ การลงทุนของ PE ทรัสต์ มีราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับราคาตลาด รวมถึงการทำธุรกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อ PE ทรัสต์ ในสถานการณ์ขณะนั้น
- กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทจัดการ อาจมีการลงทุนในกองทุน KFFVPE-UI โดยบริษัทจัดการจะมีการควบคุมดูแลการลงทุนของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานให้เป็นไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติการลงทุนเพื่อเป็นทรัพย์สินของพนักงาน (staff dealing rule) นอกจากนี้ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของผู้จัดการทรัสต์ อาจมีการลงทุนในกอง KFFVPE-UI โดยผู้จัดการการทรัสต์ จะคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าหรือผู้ลงทุนเป็นสำคัญ (putting investors first)
ทั้งนี้ บริษัทจัดการมีการกำหนดนโยบาย ระบบงานและมาตรการป้องกันและจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ และมีการควบคุมดูแลให้กรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรของบริษัทจัดการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบาย/ระบบงาน/มาตรการ ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
18. ด้วยข้อจำกัด เงื่อนไข หรือสาเหตุอื่นใดทางภาษี ทางกฎหมายหรือกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้ผู้จัดการทรัสต์หรือกิจการที่เกี่ยวข้อง มีการจัดตั้งการลงทุนคู่ขนาน (Parallel Vehicle) ด้วยรูปแบบใดๆ ให้แก่ผู้ลงทุนรายใด หรือมีการจัดตั้งวิธีการ โครงสร้าง ลักษณะการเข้าลงทุนด้วยทางเลือกอื่น (Alternative Vehicle) นอกเหนือจาก PE ทรัสต์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเข้าลงทุนในกิจการเป้าหมายเดียวกับ PE ทรัสต์ การลงทุนผ่านวิธีการลงทุนแบบคู่ขนาน (Parallel Vehicle) หรือการลงทุนผ่านวิธีการลงทุนแบบทางเลือกอื่นใด (Alternative Vehicle) นี้ จะถูกควบคุม บริหารจัดการโดยผู้จัดการทรัสต์หรือกิจการที่เกี่ยวข้อง และเป็นไปตามเอกสารการจัดตั้งที่มีใจความหลักสอดคล้องกับทรัสต์และสัญญาก่อตั้งทรัสต์ ผู้จัดการทรัสต์จะจัดสรรผลตอบแทน รายได้ รวมถึงค่าใช้จ่าย ภาระผูกพันต่างๆที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของ PE ทรัสต์และการลงทุนคู่ขนาน (Parallel Vehicle) และการเข้าลงทุนด้วยทางเลือกอื่น (Alternative Vehicle) ตามสัดส่วนการเข้าลงทุน และเป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการทรัสต์ ทั้งนี้ กองทุนไม่สามารถรับรองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนของ ฟินโนเวนเจอร์ ไพรเวท อิควิตี้ ทรัสต์ I จะคล้ายหรือเหมือนกับผลตอบแทนของการลงทุนแบบคู่ขนานหรือทางเลือกอื่น หรือจะมีการจัดสรรการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียม
19. สัญญาก่อตั้งทรัสต์อาจมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาก่อตั้งทรัสต์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อกองทุนและผู้ถือหน่วยได้
20. บลจ. กรุงศรีในฐานะผู้จัดการกองทุน KFFVPE-UI ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ PE ทรัสต์ โดยการพิจารณาเข้าลงทุน หรือถอนการลงทุน การบริหารจัดการในทรัพย์สินใดๆ รวมทั้งการเลิก PE ทรัสต์ จะเป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการทรัสต์ ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการลงทุน Private Equity ทั้งนี้ ผู้ลงทุนรับทราบว่า PE ทรัสต์ ไม่รับรองว่าการใช้วิจารณญาณของผู้จัดการทรัสต์ จะส่งผลให้การลงทุนของ PE ทรัสต์ สามารถสร้างผลกำไรได้
คำเตือน
- กองทุนอาจลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) และ/หรือที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated) และ/หรือหลักทรัพย์ที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย
- กองทุนอาจทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ซึ่งอาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมฯ โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และในกรณีที่ไม่ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงฯ ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
- กองทุนอาจลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน และอาจลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง จึงมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง เนื่องจากใช้เงินลงทุนในจำนวนที่น้อยกว่าจึงมีกำไร/ขาดทุนสูงกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
- เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูล
- ผู้ลงทุนควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ขาย หรือศึกษารายละเอียดจากเอกสารประกอบการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึง ผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควร ขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน
สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่
บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา
บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา