ตอนที่ 12 : ประหยัดภาษีให้คุ้ม…กับกองทุนรวม


ประหยัดภาษีให้คุ้ม…กับกองทุนรวม



กองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เช่น RMF / Thai ESG / Thai ESGX) ไม่ได้มีไว้แค่ “ซื้อเพื่อลดภาษีปลายปีเท่านั้น” แต่สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวได้ด้วย และถ้าจะลงทุนให้คุ้มค่าได้มากกว่าการลดภาษีที่ต้องจ่าย จะต้องเลือกกองทุนให้เหมาะกับเป้าหมาย และลงทุนอย่างมีแผน ลองทำตาม 2 แนวทางนี้

1) จัดพอร์ตการลงทุน เพื่อผลตอบแทนที่ดีระยะยาว

RMF เป็นกองทุนที่มีให้เลือกมากมาย ลงทุนหลายสินทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขณะที่ Thai ESG และ Thai ESGX จะเน้นลงทุนสินทรัพย์ในไทยเป็นหลัก มีความหลากหลายน้อยกว่า แต่สามารถเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและมีการกระจายการลงทุนได้ดี
คำถามที่หลายคนมักสงสัย เช่น
- ควรเลือกกองทุนไหน
- ลงทุนกองทุนเดียวพอไหม หรือต้องแบ่งเงินลงทุนในหลายกองทุน
- ถ้าลงทุนต่อเนื่อง ควรซื้อกองเดิมซ้ำ หรือเลือกกองทุนใหม่ดี?
ถ้าตั้งใจลงทุนระยะยาวเพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี กลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตของพอร์ตได้ดี คือ Core & Satellite

Core & Satellite คืออะไร?
Core & Satellite คือ กลยุทธ์การแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
  • Core คือ ส่วนหลัก สัดส่วนประมาณ 60 - 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด เน้นลงทุนระยะยาวเพื่อโอกาสสร้างการเติบโตสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น หุ้นบริษัทขนาดใหญ่ กองทุนหุ้นดัชนี หุ้นสไตล์ Defensive คู่กับกองทุนตราสารหนี้ หรือเลือกกองทุนผสมหลายสินทรัพย์ ที่ครบจบในกองเดียวเลย
ตัวอย่างกองทุน: KF-WORLD-INDXRMF / KF-GDIVRMF / KF-SINCOMERMF / KFCORERMF
  • Satellite คือ ส่วนเสริม สัดส่วน 20-40% เป็นเงินลงทุนระยะสั้นเพื่อหาโอกาสทำกำไรสูงตามแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงนั้น โดยมองหาธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ใช้การจับจังหวะตลาดเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก หรือ หุ้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นในกลุ่มประเทศ/ภูมิภาค เช่น ธีม AI น่าสนใจมีแนวโน้มเติบโตดี จึงเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยี หรือมองว่าหุ้นจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวจากนโยบายภาครัฐ จึงลงทุนในกองทุนหุ้นจีน เป็นต้น
ตัวอย่างกองทุน: KFGTECHRMF / KF-CSI300-INDXRMF
  • การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น จากการที่สามารถปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น รับทุกสภาวะตลาดได้ เพราะจะมีทั้งสินทรัพย์ที่มีโอกาสโตได้เรื่อยๆ ยาวๆ และสินทรัพย์ที่จะสร้างกำไรเข้ากับสถานการณ์ขณะนั้นได้
การแบ่งพอร์ตแบบนี้ช่วยให้พอร์ตมีทั้ง “ฐานที่มั่นคง” และ “ส่วนที่เติมโอกาส” ทำให้ปรับตัวตามสภาวะตลาดได้ยืดหยุ่นขึ้น และลดความเสี่ยงจากการทุ่มไปทางเดียว
กลยุทธ์นี้จะตอบคำถามในใจของหลายคนได้ว่า โดยทั่วไปไม่ควรลงทุนกระจุกตัวในกองทุนเดียว แต่ควรเลือกกองทุนที่จะเป็น Core เพื่อความมั่นคง และ Satellite ที่จะเติมโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนเดิมที่เราเคยลงทุนไว้ สามารถเลือกกองทุนในธีมการลงทุนที่มีแนวโน้มดีในจังหวะนั้นได้

2) ทยอยลงทุนดีกว่า "ซื้อครั้งเดียวปลายปี"
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "การทยอยลงทุน" และอาจสงสัยว่ามันดีกว่า "การซื้อครั้งเดียวปลายปี" อย่างไร? ต่อไปนี้คือเหตุผลที่ทำให้การทยอยลงทุนมีข้อดีมากกว่า

1. ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่
หากเราต้องการลงทุน 60,000 บาทในกองทุนลดหย่อนภาษี และถ้าซื้อทีเดียวในช่วงปลายปีจะต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าทยอยลงทุนทุกเดือน เราจะลงทุนด้วยเงินเดือนละ 5,000 บาท ทำให้บริหารเงินได้ง่ายขึ้น ไม่หนักเกินไป และลดความเสี่ยงจากการไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนในช่วงปลายปี เพราะอาจมีเงินก้อนไม่เพียงพอ
2. ลดความเสี่ยงจากการ "ซื้อช่วงราคาแพง"
การจับจังหวะตลาดว่าจะขึ้นหรือลงนั้นเป็นเรื่องยากมาก หากเราซื้อในช่วงที่ราคาสูงอาจทำให้ต้นทุนสูงเกินไป ในทางกลับกันการทยอยลงทุนทุกเดือนจะช่วยให้เราสามารถเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาว ไม่ว่าจะซื้อในช่วงที่ราคาสูงหรือต่ำ
3. สร้างวินัยการออมและลงทุนที่ดี
การทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอช่วยสร้างวินัยในการออม โดยเราสามารถตั้งระบบหักบัญชีอัตโนมัติทุกเดือน ทำให้การลงทุนกลายเป็นกิจวัตรประจำเหมือนกับการจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แตกต่างกันตรงที่เงินส่วนนี้ไม่ใช่รายจ่าย แต่เป็นเงินเก็บเพื่อลงทุนสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้กับเราในอนาคต ทำให้เราไม่ใช้จ่ายจนเงินหมดไป

โบนัสเป็นได้มากกว่าความสุขระยะสั้น
โบนัสปลายปีถือเป็นรางวัลจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี หลายคนเลือกที่จะใช้โบนัสเพื่อซื้อสิ่งของหรือท่องเที่ยว แต่การแบ่งโบนัสบางส่วนไปลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีจะทำให้โบนัสนั้นทำงานต่อในอนาคตและยังได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย แทนที่จะหมดไปกับสิ่งที่ให้ความสุขชั่วคราว ตัวอย่างการแบ่งโบนัสเพื่อให้เรามีเงินสำรองและเงินลงทุนที่ช่วยสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
  • สมมติว่าได้รับโบนัส 100,000 บาท อาจแบ่งสัดส่วนการใช้เงินได้ดังนี้
    • ใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเอง: 40,000 บาท
    • เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน: 30,000 บาท
    • ลงทุนเพิ่มในกองทุนลดหย่อนภาษี: 30,000 บาท
สรุป
การลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ใน RMF หรือ Thai ESG / Thai ESGX เป็นอีกทางหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เราในระยะยาวได้ เพื่อความคุ้มค่าที่มากกว่าการประหยัดภาษี จึงควรเลือกกองทุนอย่างมีแผน และเลือกลงทุนอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ

คำเตือน
  • KF-WORLD-INDXRMF, KFCORERMF, KFGTECHRMF, KF-CSI300-INDXRMF กองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • KFGTECHRMF ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน
  • ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน
  • ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน


ตอนที่ 11 : ลงทุนง่าย ให้ Mobile App

ย้อนกลับ

@ccess Mobile Application

ทำรายการกองทุนสะดวกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว