สรุปภาวะตลาด
Flash Update
หุ้นกลุ่ม AI ยังน่าสนใจหรือไม่? มุมมองการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว
18 กันยายน 2569
หุ้นกลุ่ม AI ยังน่าสนใจหรือไม่? มุมมองการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว

1. การลงทุนของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ที่มา: บลจ.กรุงศรี ณ 15 กันยายน 2569
นโยบายการลงทุน/คำเตือน

- ความกังวลล่าสุดจากกรณีที่ OpenAI เลื่อนแผนการเข้าตลาดหุ้น และข้อเสนอของ Anthropic ที่ต้องการชะลอการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะสั้น รวมถึงทำให้นักลงทุนหมุนเงินลงทุนภายในกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
- บลจ.กรุงศรี มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนา AI หรือการลดการนำ AI ไปใช้งาน ตรงกันข้าม ความต้องการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประมวลผลและใช้งานโมเดล AI การนำ AI ไปใช้ในองค์กร บริการคลาวด์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ ตลอดจนซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร
1. การลงทุนของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยียังคงเดินหน้าขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของ AI อย่างต่อเนื่อง โดยตลาดคาดว่ามูลค่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการรายใหญ่จะอยู่ใกล้ระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า และอาจแตะเกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027
- หากความต้องการใช้งาน AI เริ่มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ควรปรากฏให้เห็นคือการลดงบลงทุนลงก่อน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณดังกล่าว
- การขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล หน่วยความจำ ศูนย์ข้อมูล ระบบพลังงาน และเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง ตัวอย่างเช่น Meta ยังคงเพิ่มขีดความสามารถด้านการประมวลผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการลงทุนในระบบรองรับ AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตระยะยาว
- อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ AI เริ่มสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น รายได้จากธุรกิจคลาวด์ของ Microsoft และ Amazon เติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ Microsoft 365 Copilot มีผู้ใช้งานแบบเสียค่าบริการมากกว่า 30 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านรายในไตรมาสก่อนหน้า
- พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนว่า AI กำลังก้าวจากช่วงการลงทุนสู่ช่วงที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้จริงมากขึ้น
- ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักลงทุนบางส่วนกังวลว่าการพัฒนา AI และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอาจชะลอลง ส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
- ด้วยเหตุนี้ ในระยะสั้นกองทุน KF-AINEXT และ KF-ATECH อาจเผชิญความผันผวนได้ เนื่องจากมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทั้งสองกองทุน เพราะมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการเติบโตของ AI และไม่ได้สะท้อนถึงการหยุดลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว
- ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มผู้ผลิตชิปยังแข็งแกร่ง ความต้องการสินค้ายังคงสูง ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
- ผู้บริหารของ NVIDIA ยังคาดว่ารายได้ในปีงบประมาณหน้าจะเติบโตในระดับสูง โดยข้อจำกัดสำคัญยังคงอยู่ที่กำลังการผลิตมากกว่าความต้องการของลูกค้า ขณะที่ TSMC และ SK Hynix ต่างสะท้อนมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการชิปและหน่วยความจำสำหรับ AI ยังคงแข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวมากกว่าการขาดแคลนความต้องการซื้อ
- ภาพดังกล่าวสนับสนุนมุมมองว่า วัฏจักรการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ยังมีโอกาสดำเนินต่อไป ขณะที่ผลประกอบการของหลายบริษัทอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้ประมาณการกำไรมีแนวโน้มถูกปรับเพิ่มขึ้น และระดับมูลค่าหุ้นยังไม่ถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
- ในอีกด้านหนึ่ง กองทุน KFCYBER มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้พัฒนา AI ให้ความสำคัญ คือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่แพร่หลายมากขึ้น
- AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสามารถถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดีเพื่อเพิ่มความซับซ้อนของการโจมตีทางไซเบอร์ได้เช่นกัน ส่งผลให้องค์กรทั่วโลกจำเป็นต้องเพิ่มงบลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลควบคู่ไปกับการนำ AI มาใช้
- ผลสำรวจของ Citi ระบุว่า การลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังคงเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญสูงสุดของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ Gartner คาดการณ์ว่าตลาดความปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเติบโตจาก 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 สู่ 221,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือขยายตัวมากกว่า 8 เท่าในระยะเวลา 5 ปี
- แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะในกลุ่มผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือผู้ผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการใช้ AI ในวงกว้าง
ที่มา: บลจ.กรุงศรี ณ 15 กันยายน 2569
นโยบายการลงทุน/คำเตือน
- เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
- KF-AINEXT/KF-AINEXT-FX ลงทุนในกองทุนหลัก Invesco AI and Next Gen Software ETF โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV
- KF-ATECH ลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Asia Technology Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV
- KFCYBER ลงทุนในกองทุนหลัก Allianz Global Investors Fund - Allianz Cyber Security โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี > 80% ของ NAV
- KFCYBER ป้องกันความเสี่่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
- KF-ATECH, KF-AINEXT ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน | KF-KF-AINEXT-FX ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงมีความเสี่ยงสูงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
- ทุกกองทุนมีระดับความเสี่ยง 6 – เสี่ยงสูง
- ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
- ผู้ลงทุนสามารถขอข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757 กด 2 หรือ ตัวแทนสนับสนุนการขายหรือเจ้าหน้าที่ขายหน่วยลงทุน
ข้อมูลกองทุน KF-AINEXT คลิก
ข้อมูลกองทุน KF-ATECH คลิก
ข้อมูลกองทุน KFCYBER คลิก
หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอดูหนังสือชี้ชวน โปรดติดต่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรีจำกัด โทร 0 2657 5757 หรืออีเมล
krungsriasset.clientservice@krungsri.com