รัฐบาลจีนสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น


ดร. ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน บลจ. กรุงศรี จำกัด


ในปี 2564 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในปี 2563 ตลาดหุ้นจีนให้ผลตอบแทนสูงมาก ในขณะที่ในปี 2564 เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัว นักลงทุนจึงขายทำกำไรและโยกเงินไปลงทุนในตลาดอื่นแทน

ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ จึงออกนโยบายที่พุ่งเป้าไปถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน


อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลใช้นโยบายที่เข้มงวดกลับส่งผลลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่เป็นปัญหาเด่นชัดที่สุดในปีที่ผ่านมาได้แก่ ปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาการขาดแคลนพลังงาน โดยปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์เกิดมาจากการที่รัฐบาลควบคุมการสร้างหนี้และการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่ ส่งผลให้บริษัทเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 และบริษัทในภาคอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของจีนหลายบริษัทประสบวิกฤตหนี้สิน  ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนพลังงานเกิดจากการที่รัฐบาลพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ส่งผลให้โรงผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องหยุดการผลิตเป็นช่วงๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดมลพิษ 

ในส่วนของภาคการผลิต นอกจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนอุปทานเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก รวมถึงได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์หลายครั้งเนื่องจากรัฐบาลจีนใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ กล่าวคือ หากพบผู้ติดเชื้อโควิดในเมืองใดเพียงไม่กี่คน รัฐบาลจะสั่งล็อคดาวน์ทั้งเมืองทันที

จากนโยบายต่างๆของรัฐบาลจีนส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจจีนอย่างเห็นได้ชัด โดยถึงแม้ตัวเลขจีดีพีของจีนในแต่ละไตรมาสในปี 2564 เติบโตในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2563 แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานต่ำ ซึ่งหากถ้าเทียบอัตราการเติบโตของจีดีพีจีนในแต่ละไตรมาสกับไตรมาสก่อนหน้า จะพบว่าโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยยอดค้าปลีกเติบโตเพียง 3 – 5% ชะลอลงจากที่ปกติโตราว 8 – 9% สะท้อนว่าการบริโภคอ่อนแอลงอย่างมาก

จากการที่เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้รัฐบาลประเมินว่ามีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนในปีนี้อาจไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 5 – 6% ดังนั้น ในการประชุม Central Economic Work Conference ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อกำหนดวาระแห่งชาติสำหรับเศรษฐกิจและภาคการเงินการธนาคาร จึงกำหนดให้การผลักดันเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดในปี 2565 และทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ

ในส่วนของธนาคารกลางจีนได้เริ่มดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินไปบ้างแล้ว ได้แก่ การปรับลดอัตราการกันสำรองขั้นต่ำของภาคธนาคาร (RRR) ลง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดเพิ่มขึ้น และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดี (Loan Prime Rate: LPR) ประเภท 1 ปีลง 0.05% ทั้งนี้ ธนาคารกลางระบุว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น โดยตลาดคาดว่าในปีนี้จะมีการปรับลด LPR ประเภท 1 ปีลงอีก 0.45% อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางยังคง LPR ประเภท 5 ปีไว้ที่ระดับเดิม โดยระบุว่าธนาคารจะไม่ใช้การกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ  

สำหรับนโยบายในระยะถัดไป ธนาคารกลางจีนได้จัดสรรวงเงิน 1.46 ล้านล้านหยวน (2.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไว้ให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้กระตุ้นการลงทุนและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดสรรสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน อุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง

ในส่วนของนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์ ซึ่งส่งผลให้จีนประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานในปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำการปรับเปลี่ยนนโยบายโดยให้มีการลงทุนในพลังงานทางเลือกให้เพียงพอก่อนที่จะยกเลิกการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพื่อให้มั่นใจว่าจีนจะไปประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานอีก

ทางด้านนโยบายการคลัง รัฐมนตรีคลังของจีนระบุว่าในปีนี้จะมีมาตรการเชิงรุกทางการคลังออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการต่างๆจะส่งผลเร็วกว่าปกติ รวมถึงจะมีการลดภาษีและค่าธรรมเนียมให้แก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำเงินไปลงทุนได้อย่างเหมาะสมก่อนแผนงานที่เคยวางไว้

จากการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลมาสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น น่าจะส่งดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นจีนในปีนี้ เพราะจะมีบริษัทที่ได้รับประโยชน์ทั้งในทางตรงและทางอ้อม รวมถึงอุปสรรคในภาคอุปทานที่น่าจะลดน้อยลงในปีนี้ ตลาดหุ้นจีนจึงมีความน่าสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ดี นักลงทุนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นจีนควรเป็นผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนสูง และรัฐบาลจีนอาจปรับเปลี่ยนนโยบายได้ตลอดเวลา อีกทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจีนยังมีความหลากหลาย   เช่น กองทุน KFACHINA-A  ที่เน้นการลงทุนเชิงรุกในหุ้นจีน  A Share ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการลงทุนในเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน ซึ่งเติบโตจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น การขยายสังคมเมือง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กองทุนKF-HCHINAD ลงทุนในหุ้นจีนที่เข้าถึงการเติบโตของ 3 ตลาดสำคัญ คือ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน มีรากฐานเติบโตที่แข็งแกร่งจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือกองทุน   KFCMEGA-A เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่เป็นเมกะเทรนด์ของจีนที่มีโอกาสเติบโตได้สูง ครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริโภค เทคโนโลยี Healthcare พลังงานทางเลือก และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพเติบโตระยะยาว  อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหุ้นจีนยังมีความผันผวนสูงเช่นกัน  นักลงทุนควรประเมินความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ

สอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.กรุงศรี โทร. 02-657-5757
หรือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา 

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง และควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน  | KFCMEGA-A มีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก 

ข้อมูลกองทุน คลิก: KFACHINA-A |    KF-HCHINAD   | KFCMEGA-A

ย้อนกลับ