การไม่ต่ออายุของ LTF จะกระทบต่อตลาดหุ้นหรือไม่



ศิริพร  สินาเจริญ

CFA , กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด


หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนกำลังติดตามกันอย่างใกล้ชิด น่าจะเป็นเรื่องของ "การไม่ต่ออายุกองทุนรวมหุ้นระยะยาว" หรือที่เรียกกันว่ากองทุน LTF  การไม่ต่ออายุดังกล่าวทำให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุน LTF จะมีอยู่ปีนี้เป็นปีสุดท้าย  ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดประเด็นคำถามมากมาย  เช่น 
 
.....

" การหมดอายุของกองทุน LTF จะทำให้เกิดแรงขายอย่างหนักหรือไม่
และจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากน้อยเพียงใด "
 
" หากไม่มีการต่ออายุกองทุน LTF  จะต้องขายหน่วยลงทุนออกมา
ก่อนครบกำหนดระยะเวลาการถือครองหรือไม่  "
 
" ถ้าไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามาในกองทุน LTF
จะทำให้ NAV ของกองทุนลดลงหรือไม่ และมีผลกระทบอย่างไร "

.....
 

บทความในวันนี้จะมาให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อคลายความสงสัยของนักลงทุน 

เริ่มจากประเด็นร้อน การหมดอายุของกองทุน LTF จะทำให้เกิดแรงขายอย่างหนักจนทำให้ตลาดหุ้นตกหนักหรือไม่ 

หากพิจารณาจากข้อมูลในปัจจุบันจะพบว่าเงินลงทุนในกองทุน LTF นั้นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4-5  ของขนาดตลาดหุ้นไทย (Market Cap) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มีนัยสำคัญหากมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนพร้อมกันทั้งหมด  แต่ต้องไม่ลืมว่าในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะนักลงทุนไม่สามารถทำการขายคืนหรือไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ทั้งหมดในเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน  เนื่องจากการลงทุนในกองทุน LTF นั้นมีเงื่อนไขสำคัญว่าจะต้องถือครองให้ครบ 7 ปีปฏิทินจึงสามารถไถ่ถอนได้ ดังนั้นหากมีการขายคืนกองทุน LTF จะอยู่ในรูปแบบของการค่อยๆ ทยอยขายออกมาเรื่อยๆในอีก 5-7 ปีข้างหน้า ดังนั้นตลาดหุ้นไทยจะยังคงมีเสถียรภาพและไม่ได้รับผลกระทบถึงขนาดที่ทำให้ตลาดหุ้นตกหนักจากการเทขายกองทุน LTF  
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการขายกองทุน LTF ที่ครบเงื่อนไขออกมา แต่เชื่อว่าจะมีนักลงทุนบางส่วนที่นำเงินดังกล่าวมาลงทุนในกองทุนหุ้นต่อ(reinvest) เพื่อให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยมากกว่าการฝากเงินกับธนาคารหรือการซื้อพันธบัตร  โดยเฉพาะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การลงทุนในหุ้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น 
 

ประเด็นต่อมาคือ ถ้าไม่มีเงินใหม่เข้ามาลงทุนในกองทุน LTF จะทำให้NAV ของกองทุนลดลงหรือไม่ หรือมีผลกระทบอย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามูลค่าของ NAV ต่อหน่วย หรือ Net Asset Value per unit นั้นไม่ได้ขึ้นลงหรือเปลี่ยนแปลงตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยปกติแล้วมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนจะเป็นการคำนวณโดยรวมเอาเม็ดเงินของนักลงทุนทุกคนมารวมกัน นั่้นหมายความว่า ถ้ามีการขายหน่วยลงทุนออก มูลค่าโดยรวมจะลดลง แต่จำนวนหน่วยลงทุน (Unit Trust Amount)ที่นำมาหารเพื่อคำนวณ NAV ต่อหน่วยก็ลดลงด้วยเช่นกัน ทำให้ NAV ต่อหน่วยยังคงทรงตัวอยู่ถ้าราคาตลาดไม่เปลี่ยนแปลง  ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีผู้ใดขายหน่วยลงทุนออกจำนวนหน่วยลงทุนที่นำมาหารเพื่อหา NAV ต่อหน่วยไม่ลดลง มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนก็จะเปลี่ยนแปลงตามราคาของหุ้นหรือราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะทำให้ NAV ต่อหน่วยมีการเปลี่ยนแปลงได้นั่นเอง
 

อีกประเด็นที่มีการถามกันเยอะคือ กองทุน LTF ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะต้องถูกยกเลิกกองหรือไม่ และจะต้องขายหน่วยลงทุนออกมาก่อนครบกำหนดระยะเวลาการถือครองหรือไม่ ?

คำตอบคือ กองทุน LTF นั้นๆ จะยังคงสภาพเป็นกองทุนต่อไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีสิทธิในการลดย่อนภาษีแล้วก็ตามและผู้ถือหน่วยเองก็ยังไม่มีสิทธิในการขายหน่วยลงทุนจนกว่าจะครบระยะเวลา 7 ปีตามเงื่อนไข และในความเป็นจริงที่ผ่านมาผู้ลงทุนจำนวนมากก็ไม่ได้ขายคืนหน่วยลงทุนที่ครบกำหนดเพราะยังพอใจกับผลตอบแทนหรือเงินปันผลที่ได้รับ และไม่ได้มีแผนที่จะนำเงินไปลงทุนสินทรัพย์อื่นทดแทน หากเกิดกรณีที่ LTF บางกองทุนอาจมีขนาดเล็กลงจากการทยอยไถ่ถอนในอนาคตข้างหน้า จนถึงระดับหนึ่งทาง บลจ. อาจมีการพิจารณาเสนอผู้ถือหน่วยให้ทำการย้ายเงินลงทุนหรือทำการควบรวมเข้ากับ LTF กองอื่นที่มีลักษณะนโยบายการลงทุนที่ใกล้เคียงกัน เป็นต้น 
หากมีการไถ่ถอนเงินลงทุนจากกองทุน LTF ที่ครบกำหนดเงื่อนไขระยะการลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนอาจจัดสรรเงินไปลงทุนในกองทุนปกติที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกับกอง LTF ที่เคยลงทุนอยู่ หรือพิจารณาลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ต่อรอบปีบัญชี เพื่อโอกาสในการรักษาผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับระดับเดิมที่เคยได้รับในอดีต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น และยังเป็นการปิดความเสี่ยงจากการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าที่เคยได้รับในอดีต หรือ reinvestment risk นั่นเอง
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF จะหมดอายุลงในปี 2562 แต่ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนมาลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ กองทุน RMF เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นกองทุนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับกองทุน LTF เพียงแต่มีระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนที่นานกว่า คือ ผู้ลงทุนสามารถไถ่ถอนได้ตอนอายุ 55 ปีนั่นเอง       แต่อย่าลืมว่าการลงทุนที่มีระยะเวลายาวนานขึ้นนั้นจะช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี  และยังช่วยให้มีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ลงทุนในอนาคตเช่นกัน
 
นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.กรุงศรี จำกัด โทร. 02-657-5757 หรือ เว็บไซต์ www.krungsriasset.com  หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา 
 
LTF เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในหุ้น | ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน  

ย้อนกลับ